ตอบการเสวนานี้

ชื่อเรื่อง อิเหนาตอนศึกกะหมังกหนิง

ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ความเป็นมา

      อิเหนา  เป็นวรรณคดีที่มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  มีที่มาจากนิทานปันหยี  ซึ่งเป็นคำสามัญที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีที่มีความสำคัญมากเรื่องหนึ่งคือ  เรื่องอิหนา  ปันหยี  กรัต ปาตี วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเป็นพงศาวดารแต่งขึ้นเพื่อการเฉลิมพระเกียรติ กษัตริย์ชวาพระองค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นนักรบนักปกครอง  และทรงสร้างความเจริญให้แก่ชวาเป็นอย่างมาก
ชาวชวาถือว่าอิหนาเป็นวีรบุรุษ  เป็นผู้มีฤทธิ์  เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา
จนกลายเป็นนิทานจึงเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์

ลักษณะคำประพันธ์ กลอนบทละคร

มีลักษณะดังนี้

๑.กลอนแต่ละวรรคมีจำนวนคำระหว่าง ๗-๘ คำ

๒.การสัมผัสในจะมีทั้งสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระเป็นคู่ๆในแต่ละวรรคทำให้เกิดเสียงเสนาะขึ้น

 

              ว่าพลางโอบอุ้มอรทัย        ขึ้นไว้เหนือตักสะพักชม
เอนองค์ลงแอบแนบน้อง   เชยปรางพลางประคองสองสม
คลึงเคล้าเย้ายวนสำรวลรมย์        เกลียวกลมสมสวาทไม่คลาดคลาย
กรกอดประทับแล้วรับขวัญ   อย่าตระหนกอกสั่นนะโฉมฉาย
ฤดีดาลซ่านจับเนตรพราย        ดังสายสุนีวาบปลาบตา

จุดประสงค์/จุดมุ่งหมาย

 เพื่อใช้ในการแสดงละครใน

เนื้อหาโดยสังเขป

     ดินแดนชวาโบราณมีกษัตริย์วงศ์หนึ่งเรียกว่า  วงศ์สัญแดหวาหรือวงศ์เทวา  เพราะว่าสืบเชื้อสายมาจากเทวดา  คือ  องค์ปะตาระกาหลา  กล่าวกันว่าวงศ์นี้มีพี่น้องสี่องค์  องค์พี่ครองเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองครองเมืองดาหา  องค์ที่สามครองเมืองกาหลัง  และองค์ที่สี่ครองเมืองสิงหัดส่าหรี  กษัตริย์วงศ์เทวามีอานุภาพยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์  ถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูงจึงอภิเษกกันเฉพาะในวงศ์พี่น้อง  นอกจากนี้ทั้งสี่เมืองเท่านั้นที่สามารถแต่งตั้งมเหสีได้ 5 องค์  ตามลำดับตำแหน่ง  คือ  ประไหมสุหรี  มะเดหวี  มะโต  ลิกู  เหมาหราหงี  แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองหมันหยาซึ่งเป็นเมืองเล็กกว่า  กล่าวคือ  เจ้าเมืองนี้มีราชธิดาสามองค์  องค์โตชื่อนิหลาอระตา  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองชื่อ  ดาหราวาตี  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองดาหา  ส่วนองค์สุดท้องชื่อ  จินดาส่าหรี  ได้อภิเษกกับโอรสท้าวมังกัน  และได้ครองเมืองหมันหยา
          ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรกกับลิกู  ชื่อว่า  กะหรัดตะปาตี  ต่อมามีโอรสกับประไหมสุหรีเป็นหนุ่มรูปงามและเก่งกล้าสามารถมาก  ชื่อ  อิเหนา  หรือ  ระเด่นมนตรี  และมีราชธิดาชื่อวิยะดา  ส่วนท้าวดาหามีราชธิดากับประไหมสุหรีชื่อ  บุษบา  และมีโอรสชื่อ  สียะตรา  บุษบามีอายุไล่เลี่ยกับอิเหนา  ท้าวกุเรปันจึงหมั้นบุษบาให้กับอิเหนา  และสียะตราก็หมั้นหมายกันไว้กับวิยะดา
          ส่วนระตูหมันหยากับประไหมสุหรีก็มีราชธิดาชื่อระเด่นจินตะหรา  อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอิเหนา  ท้าวสิงหัดส่าหรีกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อระเด่นสุหรานากง  ราชธิดาชื่อระเด่นจินดาส่าหรี  ท้าวกาหลังมีราชธิดาชื่อ  ระเด่นสกาหนึ่งรัด  ซึ่งเป็นคู่ตุนาหงันของสุหรานากง
          เมื่อพระอัยยิกาที่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์  ท้าวกุเรปันมอบหมายให้อิเหนาไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมกับกะหรัดตะปาตี  อิเหนาพบจินตะหราก็หลงรัก  จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับกุเรปัน  ท้าวกุเรปันจึงต้องอ้างว่าประไหมสุหรีจะมีพระประสูติกาลให้กลับมาเป็นกำลัง ใจให้พระราชมารดา  อิเหนาจำใจต้องกลับมาประจวบกับพระราชมารดาประสูติ  พระราชธิดาหน้าตาน่ารัก  นามว่า  ระเด่นวิยะดา
          อย่างไรก็ตามอิเหนายังหาทางกลับไปเมืองหมันหยาอีก  โดยอ้างว่าจะไปประพาสป่า  แล้วปลอมตัวเป็นโจรป่าชื่อ  มิสารปันหยี  ระหว่างทางได้รบกับระตูบุศิหนา  น้องชายสุดท้องของระตูปันจะรากันและระตูปักมาหงัน  ปรากฏว่าระตูบุศสิหนาตายในที่รบ  นางดรสาซึ่งเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกกับระตูบุศสิหนาจึงกระโดดเข้ากองไฟตายตามพระ สวามี  ส่วนระตูจะรากันและระตูปักมาหงันยอมแพ้และถวายพระธิดาและพระโอรสให้อิเหนา  คือ  นางสะการะวาตี  นางมาหยารัศมี  และสังคามาระตา  เมื่ออิเหนาเข้าเมืองหมันหยาได้ก็ลักลอบเข้าหานางจินตะหรา  แล้วได้สองนางคือ  นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมีเป็นชายา  และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย
          ท้าวกุเรปันเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครั้ง  พร้อมทั้งนัดวันอภิเษกระหว่างอิเหนากับบุษบา  แต่อิเหนาไม่ยอมกลับ  สั่งความตัดรอดนางบุษบา  ท้าวกุเรปันและท้าดาหาทราบเรื่องก็ขัดเคืองพระทัย  ท้าวดาหาถึงกับหลุดปากว่าถ้าใครมาขอบุษบาก้จะยกให้
          ฝ่ายจรกา  ระตูเมืองเล็กเมืองหนึ่ง  และเป็นอนุชาของท้าวล่าส่ำ (ท้าล่าส่ำผู้นี้มีธิดา  คือ  ระเด่นกุสุมา  เป็นคู่หมั้นของสังคามาระตา)  จรกาเป็นชายรูปชั่วตัวดำ  แต่อยากได้ชายารูปงาม  จึงให้ช่วงวาดไปแอบวาดภาพราชธิดาของเมืองสิงหัดส่าหร  คือ  นางจินดาส่าหรี  ครั้นทราบข่าวว่านางบุษบาสวยงามมากจึงให้ช่างวาดแอบวาดภาพนางบุษบาอีก  ช่างวาดแอบวาดภาพได้ 2 ภาพ  คือ  ตอนนางบุษบาเพิ่งตื่นบรรทบและภาพที่แต่งองค์เต็มที่  ขณะเดินทางกลับองค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้รูปนางบุษบาที่ทรงเครื่องตกหายไป  จรกาได้เห็นภาพที่เพิ่งตื่นบรรทมเท่านั้นก็หลงใหลถึงกับสลบลงทันที
          เมื่อจรกาได้ข่าวจากช่างวาดภาพว่าบุษบาร้างคู่ตุนาหงัน  จึงรีบให้ระตูล่าส่ำ  พี่ชายมาสู่ขอบุษบา  ท้าวดาหากำลังโกรธอิเหนาอยู่แม้จะรู้ว่าจรการูปชั่ว  ต่ำศักดิ์  แต่เมื่อพลั้งปากว่าใครมาขอก็จะยกให้  จึงจำใจยากนางบุษบาให้จรกาและกำหนดการวิวาห์ภายในสามเดือน
          กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง  องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีพระโอรสชื่อวิหยาสะกำ  องค์รองครองเมืองปาหยัง  องค์สุดท้องครองเมืองปะหมันสลัด
          อยู่มหาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิง  เสด็จประพาสป่าแล้วพบภาพวาดของนางบุษบาทรงเครื่องที่หายไปก็คลั่งไคล้หลงถึง กับสลบเช่นกัน  ท้าวกะหมันกุหนิงรักและเห็นใจโอรสมาก  จึงให้คนไปสืบว่านางในภาพนั้นเป็นใครแล้วให้แต่งทูตไปขอ  แต่ท้าวดาหามอบนางบุษบาให้จรกาแล้วจึงปฏิเสธไป  เมื่อไม่สมหวังท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา  โดยแจ้งระตูปาหยังและระตูปะหมันน้องชายและหัวเมืองทั้งหลายยกทัพมาช่วยรบ ด้วย
          ท้าวกุเรปันจึงเรียกตัวอิเหนาจากเมืองหมันหยามาช่วยท้าวดาหาทำศึกกับท้าวกะ หมังกุหนิง  อิเหนาเป็นฝ่ายมีชัยในศึกครั้งนี้  อิเหนาสังหารกะหมังกุหนิง  สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำ  ระตูปาหยังกับปะหมันยอมแพ้ขอเป็นเมืองขึ้น  เมื่อเสด็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา  เมื่อได้พบกับนางบุษบาก็หลงรักทันที  จึงหาทางขัดขวางพิธีอภิเษกโดยการลักพาตัวบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ  องปะตาระกาหลากริ้วที่อิเหนาทำไม่ถูกต้อง  จึงบันดาลให้เกิดลมหอบนางบุษบาไปจากอิเหนา  อิเหนาและนางบุษบาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปีจึงได้กลับมาพบกัน

คุณค่าที่ได้รับจากเรื่อง

   ๑. คุณค่าในด้านเนื้อเรื่อง บทละครเรื่องอิเหนา มีโครงเรื่องและเนื้อเรื่องที่สนุก โครงเรื่องสำคัญเป็นเรื่องการชิงบุษบาระหว่างอิเหนากับจรกา เรื่องความรักระหว่างอิเหนากับบุษบา เนื้อเรื่องสำคัญก็คือ อิเหนาไปหลงรักจินตะหรา ทั้งที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วซึ่งก็คือบุษบา ทำให้เกิดปมปัญหาต่างๆ

   ๒. คุณค่าในด้านวรรณศิลป์

         ๒.๑ ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องและรูปแบบ บทละครอิเหนาเป็นบทละครใน มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ กลวิธีการดำเนินเรื่องจึงยึดรูปแบบอย่างเคร่งครัด อากัปกิริยาของตัวละครต้องมีสง่า มีลีลางดงามตามแบบแผนของละครใน โดยเฉพาะการแสดงศิลปะการร่ายรำจะต้องมีความงดงาม ภาษาที่ใช้เหมาะสมกับตัวละคร จะใช้ถ้อยคำไพเราะ แสดงออกถึงอารมณ์ของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นความอาลัยอาวรณ์ ความโกรธ ความรัก การประชดประชัน กระบวนกลอนตลอดจนเพลงขับร้องและเพลงหน้าพาทย์มีความไพเราะอย่างยิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นบทละครในที่เพียบพร้อมด้วยรูปแบบของการละครอย่างครบถ้วน

        ๒.๒ การบรรยายและการพรรณนามีความละเอียดชัดเจน ทำให้เกิดจินตภาพ ไม่ว่าจะเป็นฉาก เหตุการณ์ สภาพบ้านเมือง ภูมิประเทศ รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร ผู้อ่านเกิดความรู้สึกและความเกิดความเข้าใจในบทละครเป็นอย่างดี เนื่องจากการใช้โวหารเรียบเรียงอย่างประณีต เรียบง่าย และชัดเจน

        ๒.๓ การเลือกใช้ถ้อยคำดีเด่นและไพเราะกินใจ การใช้ถ้อยคำง่าย แสดงความหมายลึกซึ้ง กระบวนกลอนมีความไพเราะ เข้ากับบทบาทของตัวละคร โดยใช้กลวิธีต่างๆ ในการแต่ง      

         ๒.๔ การใช้ถ้อยคำให้เกิดเสียงเสนาะ คำสัมผัสในบทกลอนทำให้เกิดเสียงเสนาะ มีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร ทำให้กลอนเกิดความไพเราะ

     ๓. คุณค่าในด้านความรู้

        ๓.๑ สังคมและวัฒนธรรมไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้างฉากและบรรยากาศในเรื่องให้เป็น สังคม วัฒนธรรม และบ้านเมืองของคนไทย แม้ว่าบทละครเรื่องอิเหนาจะได้เค้าเรื่องเดิมมาจากชวา ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในพระราชสำนักและของชาวบ้านหลายประการ

     ๔. คุณค่าทางด้านการละครและศิลปกรรม

        ๔.๑ การละคร บทละครเรื่องอิเหนาเป็นยอดของละครรำ เพราะใช้คำประณีต ไพเราะ เครื่องแต่งตัวละครงดงาม ท่ารำงาม บทเพลงขับร้องและเพลงหน้าพาทย์กลมกลืนกับเนื้อเรื่องและท่ารำ จึงนับว่าดีเด่นในศิลปะการแสดงละคร

        ๔.๒ การขับร้องและดนตรี วงดนตรีไทยนิยมนำกลอนจากวรรณคดีเรื่องอิเหนาไปขับร้องกันมาก เช่น ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน และตอนประสันตาต่อนก เป็นต้น

       ๔.๓ การช่างของไทย ผู้อ่านจะได้เห็นศิลปะการแกะสลักลวดลายการปิดทองล่องชาด และลวดลายกระหนกที่งดงามอันเป็นความงามของศิลปะไทย ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ

กิจกรรมตอบคำถาม 

๑.      จากเรื่องอิเหนา

"พี่ดังพฤกษาพนาวัน   จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา"      ข้อความนี้ เป็นคำพูดของใคร พูดกับใคร มีความหมายว่าอย่างไร นักเรียนคิดว่าผู้กล่าวมีนิสัยอย่างไร นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร และในชีวิตจริงมีหรือไม่                                                            

ตอบ   เป็นคำพูดของท้าวกะหมังกุหนิงพูดกับท้าวระตูปาหยังและระตูปะหมันผู้เป็นน้องชาย   มีความหมายว่า  หัวอกของคนเป็นพ่อนั้น   ทนไม่ได้แน่หากเห็นลูกมีความทุกข์   จะต้องขวนขวายหาทางให้ลูกพ้นจากความทุกข์ให้จงได้  แม้รู้อยู่เต็มอกว่าทางนั้นจะนำชีวิตตนไปยังความตาย  แต่ก็เต็มใจทำ  เพราะรู้สึกว่าดีกว่าปล่อยให้ลูกทนรับความทรมานโดยที่ไม่ได้พยายามทำอะไรเพื่อลูกเลย  และภูมิใจว่าถึงตายก็ได้ตายเพื่อลูก

           ผู้กล่าวมีนิสัย   เป็นคนที่รักลูกมาก  ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีความสุข  แม้ต้องแลกด้วยชีวิตตนก็ตาม

 มีความรู้สึกว่า เข้าใจ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เรารักแล้ว  แม้แต่ชีวิตเราก็สามารถเสียสละให้ได้  อย่าว่าแต่พ่อแม่จะเสียสละชีวิตให้ลูกได้เลย  ลูกก็สามารถตายแทนพ่อแม่ได้เหมือนกัน

ในชีวิตจริง  คิดว่ามีแน่นอน ที่พ่อสามารถตายเพื่อลูกได้ อาจจะไม่ใช่ในกรณีเดียวกันกับท้าวกะหมังกุหนิงที่รบแย่งชิงคนรักให้ลูก   แต่จะเป็นกรณีตามยุคตามสมัย เช่น ปกป้องลูกจากภัยอันตรายต่างๆโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง  ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ดูแลสุขภาพของตน  เพื่อให้ลูกได้มีเงินใช้

๒. จากเรื่องนมัสการมาตาปิติคุณ และนมัสการอาจาริยคุณ

 ๒.๑ หน้าที่ของนักเรียนที่มีต่อบิดามารดา มีอะไรบ้าง

ตอบ  ปฏิบัติตนเป็นคนที่ดี  ไม่ทำตัวให้พ่อแม่ผิดหวังหรือเสียใจ  เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่  ที่สำคัญที่สุดคือมีความกตัญญูต่อพ่อแม่เพราะพระคุณของมารดาเปรียบดังผืนแผ่นดินที่แผ่กว้าง  พระคุณของบิดาเปรียบดังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  และความกตัญญูนี่แหละ จะนำพาชีวิตเราไปสู่ความเจริญ

๒.๒ นมัสการอาจารยคุณ กล่าวถึงความสำคัญของครูอาจารย์อย่างไรบ้าง

      ตอบ   ครูอาจารย์ตั้งใจให้การศึกษาแก่ลูกศิษย์   เพื่อให้ลูกศิษย์มีความรู้  และสติปัญญาฉลาดหลักแหลม  รวมทั้งด้านคุณธรรมจริยธรรมให้ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนดี

 

๓. เนื้อความในพระราชนิพนธ์ ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  แสดงถึงความเข้าพระทัยปัญหาของชาวนาเป็นอย่างดี ให้นักเรียน ระบุปัญหาดังกล่าว เป็นข้อๆ

ตอบ  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  เป็นบทความพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนา  เนื่องด้วยชาวนาแต่ละท้องที่ล้วนมีสภาพชีวิตและความทุกข์ยากที่ไม่แตกต่างกันเลย  แม้ว่ากาลเวลาจะผันผ่านไปอย่างไรก็ตาม  ซึ่งปัญหามี ดังนี้

1)ฤดูกาลเพาะปลูกเป็นอีกปัญหาหนึ่งของชาวนา 

2)ภูมิอากาศก็อาจจะเป็นผลของการที่จะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี

3)ปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล



อิเหนา : ตอน  ศึกกะหมังกุหนิง
    
อิเหนา  เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

ผู้แต่ง  : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ลักษณะคำประพันธ์  :    กลอนบทละคร

๑.กลอนแต่ละวรรค มีจำนวนคำระหว่าง ๗ ๘ คำ      

 ๒. การสัมผัสในจะมีทั้งสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระเป็นคู่ ๆ ในแต่ละวรรค ทำให้เกิดเสียงเสนาะขึ้น


จุดมุ่งหมายในการแต่ง :  เพื่อใช้ในการแสดงละครใน
ความเป็นมา
อิเหนา  เป็นวรรณคดีที่มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  มีที่มาจาก
นิทานปันหยี  ซึ่งเป็นคำสามัญที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีที่มีความสำคัญมากเรื่องหนึ่ง
คือ  เรื่องอิหนา  ปันหยี  กรัต ปาตี วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเป็นพงศาวดาร
แต่งขึ้นเพื่อการเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ชวาพระองค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นนักรบ
นักปกครอง  และทรงสร้างความเจริญให้แก่ชวาเป็นอย่างมาก
ชาวชวาถือว่าอิหนาเป็นวีรบุรุษ  เป็นผู้มีฤทธิ์  เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา
จนกลายเป็นนิทานจึงเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์

                                               ...ว่าพลางทางชมคณานก                   โผนผกจับไม้อึงมี่
                                            
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                        เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
                                             
นางนวลจับนางนวลนอน                       เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
                                             
จากพรากจับจากจำนรรจา                      เหมือนจากนางสการะวาตี
                                             
แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง                          เหมือนร้างท้องมาหยารัศมี
                                             
นกแก้วจับแก้วพาที                             เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
                                             
ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร                เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา
                                             
เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา                          เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
                                             
คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว                        เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้าง
                                             
ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง                       คะนึงนางพลางรีบโยธี...

เรื่องย่อ
    
ดินแดนชวาโบราณมีกษัตริย์วงศ์หนึ่งเรียกว่า  วงศ์สัญแดหวาหรือวงศ์เทวา  เพราะว่าสืบเชื้อสายมาจากเทวดา  คือ  องค์ปะตาระกาหลา  กล่าวกันว่าวงศ์นี้มีพี่น้องสี่องค์  องค์พี่ครองเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองครองเมืองดาหา  องค์ที่สามครองเมืองกาหลัง  และองค์ที่สี่ครองเมืองสิงหัดส่าหรี  กษัตริย์วงศ์เทวามีอานุภาพยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์  ถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูงจึงอภิเษกกันเฉพาะในวงศ์พี่น้อง  นอกจากนี้ทั้งสี่เมืองเท่านั้นที่สามารถแต่งตั้งมเหสีได้ 5 องค์  ตามลำดับตำแหน่ง  คือ  ประไหมสุหรี  มะเดหวี  มะโต  ลิกู  เหมาหราหงี  แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองหมันหยาซึ่งเป็นเมืองเล็กกว่า  กล่าวคือ  เจ้าเมืองนี้มีราชธิดาสามองค์  องค์โตชื่อนิหลาอระตา  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองชื่อ  ดาหราวาตี  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองดาหา  ส่วนองค์สุดท้องชื่อ  จินดาส่าหรี  ได้อภิเษกกับโอรสท้าวมังกัน  และได้ครองเมืองหมันหยา
         
ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรกกับลิกู  ชื่อว่า  กะหรัดตะปาตี  ต่อมามีโอรสกับประไหมสุหรีเป็นหนุ่มรูปงามและเก่งกล้าสามารถมาก  ชื่อ  อิเหนา  หรือ  ระเด่นมนตรี  และมีราชธิดาชื่อวิยะดา  ส่วนท้าวดาหามีราชธิดากับประไหมสุหรีชื่อ  บุษบา  และมีโอรสชื่อ  สียะตรา  บุษบามีอายุไล่เลี่ยกับอิเหนา  ท้าวกุเรปันจึงหมั้นบุษบาให้กับอิเหนา  และสียะตราก็หมั้นหมายกันไว้กับวิยะดา
         
ส่วนระตูหมันหยากับประไหมสุหรีก็มีราชธิดาชื่อระเด่นจินตะหรา  อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอิเหนา  ท้าวสิงหัดส่าหรีกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อระเด่นสุหรานากง  ราชธิดาชื่อระเด่นจินดาส่าหรี  ท้าวกาหลังมีราชธิดาชื่อ  ระเด่นสกาหนึ่งรัด  ซึ่งเป็นคู่ตุนาหงันของสุหรานากง
         
เมื่อพระอัยยิกาที่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์  ท้าวกุเรปันมอบหมายให้อิเหนาไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมกับกะหรัดตะปาตี  อิเหนาพบจินตะหราก็หลงรัก  จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับกุเรปัน  ท้าวกุเรปันจึงต้องอ้างว่าประไหมสุหรีจะมีพระประสูติกาลให้กลับมาเป็นกำลังใจให้พระราชมารดา  อิเหนาจำใจต้องกลับมาประจวบกับพระราชมารดาประสูติ  พระราชธิดาหน้าตาน่ารัก  นามว่า  ระเด่นวิยะดา
         
อย่างไรก็ตามอิเหนายังหาทางกลับไปเมืองหมันหยาอีก  โดยอ้างว่าจะไปประพาสป่า  แล้วปลอมตัวเป็นโจรป่าชื่อ  มิสารปันหยี  ระหว่างทางได้รบกับระตูบุศิหนา  น้องชายสุดท้องของระตูปันจะรากันและระตูปักมาหงัน  ปรากฏว่าระตูบุศสิหนาตายในที่รบ  นางดรสาซึ่งเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกกับระตูบุศสิหนาจึงกระโดดเข้ากองไฟตายตามพระสวามี  ส่วนระตูจะรากันและระตูปักมาหงันยอมแพ้และถวายพระธิดาและพระโอรสให้อิเหนา  คือ  นางสะการะวาตี  นางมาหยารัศมี  และสังคามาระตา  เมื่ออิเหนาเข้าเมืองหมันหยาได้ก็ลักลอบเข้าหานางจินตะหรา  แล้วได้สองนางคือ  นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมีเป็นชายา  และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย
         
ท้าวกุเรปันเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครั้ง  พร้อมทั้งนัดวันอภิเษกระหว่างอิเหนากับบุษบา  แต่อิเหนาไม่ยอมกลับ  สั่งความตัดรอดนางบุษบา  ท้าวกุเรปันและท้าดาหาทราบเรื่องก็ขัดเคืองพระทัย  ท้าวดาหาถึงกับหลุดปากว่าถ้าใครมาขอบุษบาก้จะยกให้
         
ฝ่ายจรกา  ระตูเมืองเล็กเมืองหนึ่ง  และเป็นอนุชาของท้าวล่าส่ำ (ท้าล่าส่ำผู้นี้มีธิดา  คือ  ระเด่นกุสุมา  เป็นคู่หมั้นของสังคามาระตา)  จรกาเป็นชายรูปชั่วตัวดำ  แต่อยากได้ชายารูปงาม  จึงให้ช่วงวาดไปแอบวาดภาพราชธิดาของเมืองสิงหัดส่าหร  คือ  นางจินดาส่าหรี  ครั้นทราบข่าวว่านางบุษบาสวยงามมากจึงให้ช่างวาดแอบวาดภาพนางบุษบาอีก  ช่างวาดแอบวาดภาพได้ 2 ภาพ  คือ  ตอนนางบุษบาเพิ่งตื่นบรรทบและภาพที่แต่งองค์เต็มที่  ขณะเดินทางกลับองค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้รูปนางบุษบาที่ทรงเครื่องตกหายไป  จรกาได้เห็นภาพที่เพิ่งตื่นบรรทมเท่านั้นก็หลงใหลถึงกับสลบลงทันที
         
เมื่อจรกาได้ข่าวจากช่างวาดภาพว่าบุษบาร้างคู่ตุนาหงัน  จึงรีบให้ระตูล่าส่ำ  พี่ชายมาสู่ขอบุษบา  ท้าวดาหากำลังโกรธอิเหนาอยู่แม้จะรู้ว่าจรการูปชั่ว  ต่ำศักดิ์  แต่เมื่อพลั้งปากว่าใครมาขอก็จะยกให้  จึงจำใจยากนางบุษบาให้จรกาและกำหนดการวิวาห์ภายในสามเดือน
         
กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง  องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีพระโอรสชื่อวิหยาสะกำ  องค์รองครองเมืองปาหยัง  องค์สุดท้องครองเมืองปะหมันสลัด
         
อยู่มหาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิง  เสด็จประพาสป่าแล้วพบภาพวาดของนางบุษบาทรงเครื่องที่หายไปก็คลั่งไคล้หลงถึงกับสลบเช่นกัน  ท้าวกะหมันกุหนิงรักและเห็นใจโอรสมาก  จึงให้คนไปสืบว่านางในภาพนั้นเป็นใครแล้วให้แต่งทูตไปขอ  แต่ท้าวดาหามอบนางบุษบาให้จรกาแล้วจึงปฏิเสธไป  เมื่อไม่สมหวังท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา  โดยแจ้งระตูปาหยังและระตูปะหมันน้องชายและหัวเมืองทั้งหลายยกทัพมาช่วยรบด้วย
         
ท้าวกุเรปันจึงเรียกตัวอิเหนาจากเมืองหมันหยามาช่วยท้าวดาหาทำศึกกับท้าวกะหมังกุหนิง  อิเหนาเป็นฝ่ายมีชัยในศึกครั้งนี้  อิเหนาสังหารกะหมังกุหนิง  สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำ  ระตูปาหยังกับปะหมันยอมแพ้ขอเป็นเมืองขึ้น  เมื่อเสด็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา  เมื่อได้พบกับนางบุษบาก็หลงรักทันที  จึงหาทางขัดขวางพิธีอภิเษกโดยการลักพาตัวบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ  องปะตาระกาหลากริ้วที่อิเหนาทำไม่ถูกต้อง  จึงบันดาลให้เกิดลมหอบนางบุษบาไปจากอิเหนา  อิเหนาและนางบุษบาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปีจึงได้กลับมาพบกัน

 

คุณค่าในวรรณคดี

๑. คุณค่าในด้านเนื้อเรื่อง บทละครเรื่องอิเหนา มีโครงเรื่องและเนื้อเรื่องที่สนุก โครงเรื่องสำคัญเป็นเรื่องการชิงบุษบาระหว่างอิเหนากับจรกา เรื่องความรักระหว่างอิเหนากับบุษบา เนื้อเรื่องสำคัญก็คือ อิเหนาไปหลงรักจินตะหรา ทั้งที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วซึ่งก็คือบุษบา ทำให้เกิดปมปัญหาต่างๆ

๒. คุณค่าในด้านวรรณศิลป์

ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องและรูปแบบ บทละครอิเหนาเป็นบทละครใน มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ กลวิธีการดำเนินเรื่องจึงยึดรูปแบบอย่างเคร่งครัด อากัปกิริยาของตัวละครต้องมีสง่า มีลีลางดงามตามแบบแผนของละครใน

๒ การบรรยายและการพรรณนามีความละเอียดชัดเจน ทำให้ ผู้อ่านเกิดความรู้สึกและความเกิดความเข้าใจในบทละครเป็นอย่างดี เนื่องจากการใช้โวหารเรียบเรียงอย่างประณีต เรียบง่าย และชัดเจน

๓.การใช้ถ้อยคำให้เกิดเสียงเสนาะ คำสัมผัสในบทกลอนทำให้เกิดเสียงเสนาะ มีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร ทำให้กลอนเกิดความไพเราะ

๔. คุณค่าทางด้านการละครและศิลปกรรม

๕.การละคร บทละครเรื่องอิเหนาเป็นยอดของละครรำ เพราะใช้คำประณีต ไพเราะ เครื่องแต่งตัวละครงดงาม ท่ารำงาม บทเพลงขับร้องและเพลงหน้าพาทย์กลมกลืนกับเนื้อเรื่องและท่ารำ จึงนับว่าดีเด่นในศิลปะการแสดงละคร

 

 ข้อคิด

การเอาแต่ใจตนเอง อยากได้อะไรเป็นต้องได้ จากในวรรณคดีเรื่องอิเหนานั้น เราได้ข้อคิดเกี่ยวกับการเอาแต่ใจตนเอง อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ไม่รู้จักระงับความอยากของตน หรือพอใจในสิ่งที่ตนมีแล้ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา และคนอื่นๆ ก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ดังเช่นในตอนที่อิเหนาได้เห็นนางบุษบาแล้วเกิดหลงรัก อยากได้มาเป็นมเหสีของตน กระนั้นแล้ว อิเหนาจึงหาอุบายแย่งชิงนางบุษบา แม้ว่านางจะถูกยกให้จรกาแล้วก็ตาม โดยที่อิเหนาได้ปลอมเป็นจรกาไปลักพาตัวบุษบา แล้วพาไปยังถ้ำทองที่ตนได้เตรียมไว้ ซึ่งการกระทำของอิเหนานั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว พิธีที่เตรียมไว้ก็ต้องล่มเพราะบุษบาหายไป อีกทั้งเมืองยังถูกเผา เกิดความเสียหายเพียงเพราะความเอาแต่ใจอยากได้บุษบาของอิเหนานั่นเอง

 

 

๑. จากเรื่องอิเหนา

พี่ดังพฤกษาพนาวัน   จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา

ข้อความนี้ เป็นคำพูดของ ท้าวกระหมังกุหนิง พูดกับระดูปาหยังและระดูประหมันผู้เป็นอนุชา

มีความหมายว่า

   ความรักของพ่อทนไม่ได้ที่เห็นลูกมีทุกข์  หากแลกได้จะยอมรับทุกข์แทนลูก  แต่เมื่อทำไม่ได้พ่อก็ต้องพยายามจนถึงที่สุด  แม้รู้ว่าจะไปตายก็ยอม  บทเปรียบเทียบนี้เปรียบกับธรรมชาติ  คือ  ต้นไม้บางประเภทที่เมื่อออกผลแล้วต้นจะตายไป  ต้นไม้ตายเพราะลูกก็เปรียบได้กับท้าวกะหมังกุหนิงต้องตายเพราะมีสาเหตุมาจากวิหยาสะกำซึ่งเป็นพระราชโอรสนั่นเอง 

นิสัยของผู้กล่าว

   ดิฉันคิดว่าผู้กล่าวจะเป็นคนที่รักครอบครัวมากกว่าตนเอง เป็นผู้นำ ไม่คิดเห็นแก่ตัวมีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมทุกข์ ไม่คิดเอาตัวรอด เป็นพ่อที่ดี

ความรู้สึก

     สำหรับดิฉันแล้วการมีพ่อที่ดี สามารถดูแลครอบครัวให้มีความสุขได้ดิฉันก็ดีใจแล้ว แต่เมื่อท่านดูแลเรา ปกป้องเรา ทำให้เรามีความสุขไม่ว่าในเวลามีความทุกข์ก็ยิ้มได้ เราก็ควรตอบแทนท่านบ้าง ให้ท่านมีความสุขกับเราบ้าง เพราะท่านมีพระคุณต่อเรามากจนทดแทนไม่หมด
ในชีวิตจริง

     ความรักความห่วงใยพ่อมีให้ทุกวัน วันใดที่ดิฉันท้อพ่อก็ให้กำลังใจเพื่อที่จะสู้ต่อไปในวันข้างหน้า เวลาที่เศร้าพ่อก็ปลอบใจ เวลาเจ็บป่วยก็ดูแลหายามาให้ถ้าเป็นหนัก ก็ไม่ได้หลับได้นอน สำหรับดิฉัน "พ่อ" คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เป็นกำลังและแรงบันดาลใจให้เดินต่อไป ดิฉันจึงจะตอบแทนท่านด้วยการเป็นคนดีของสังคม และจะตั้งใจเรียน เพราะเราคือความหวังของ พ่อแม่ และทุกคนในครอบครัว

๒. จากเรื่องนมัสการมาตาปิติคุณ และนมัสการอาจาริยคุณ

    ๒.๑ หน้าที่ของนักเรียนที่มีต่อบิดามารดา

๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว ต้องเลี้ยงท่านตอบแทน  เมื่อท่านใช้ก็ไม่ต้องบ่น ถ้าท่านบ่นก็ให้ถือว่าท่านสอนเรา เมื่อท่านเจ็บป่วยก็ดูแลท่านพาท่านไปหาหมอ เอายามาให้กิน

๒.ทำกิจธุระของท่าน   เมื่อท่านป่วยการงานที่ท่านทำไว้ก็ควรจะสานต่อท่านคงไม่อยากให้คนอื่นมาทำแทนเราก็ควรจะช่วนแบ่งเบาภาระท่าน

 

๓.ดำรงรักษาวงศ์สกุล ให้คงอยู่และไม่เสื่อมเสียหาย   ถ้าอยากสร้าชื่อเสียงให้ทุกคนได้รู้ก็ควรสร้างแต่สิ่งที่ทุกคนเห็นดีด้วย สร้างแต่ความดี ความเจริญ พ่อแม่ก็จะภูมิใจ แต่ถ้าลูกคนใดสร้างแต่สิ่งที่ทำให้เสื่อมเสีย เช่น ค้ายาบ้า พ่อแม่ก็จะเสียใจมาก ต่ไภยหลังคนที่เสียใจมากที่สุดก็คือตัวเราเองที่ทำสิ่งไม่ดีทำให้พ่อแม่เสียใจ

 

 

๔.ปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นผู้สมควรรับมรดก  เราต้องสร้างความดีให้ท่านเห็นว่าเราสมควรจะได้รับ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ แต่ต้องทำมาจากใจ เมื่อท่านเห็นความดีที่เราสร้างท่านก็จะแน่ใจว่ามรดกที่ยกให้จะไม่โดนโกง หรือสูญหาย  

 

๕.เมื่อท่านล่วงลับ ทำบุญอุทิศให้  เป็นหน้าที่ของลูกทุกคนอยู่แล้วที่จทำความดีตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้เรารู้จักการเข้าวัด การบริจาคทาน พ่อแม่จะได้บุญที่เราส่งไปให้ เราก็ยังได้สร้างบุญเพิ่ขึ้นอีก

    ๒.๒ นมัสการอาจารยคุณ กล่าวถึงความสำคัญของครูอาจารย์

ความสำคัญของครูอาจารย์  สอนศิษย์ให้พ้นจากความโง่เขลามัวเมาในสิ่งที่ผิด เพื่อจะได้เป็นคนดี ครูเป็นผู้ที่มีความเมตตา ปราศจากความเอียงเอนในการอบรมศิษย์ให้มีความรู้เฉลียวฉลาด (ปัญญาเฉียบแหลม) พระคุณของครูนั้นสมควรที่ผู้เป็นศิษย์จะต้องสำนึกในบุญคุณ ไม่ว่าจะดื้จะซนจะทำไปในทางที่ไม่ถูกครูก็ว่ากล่าวตักเตื่อนให้สำนึก ครูอาจารย์เปรียบเสมือนพ่อกับแม่คนที่สองของเรา  เราก็ควรปฏิบัติกับท่านให้เหมือนกับปฏิบัติต่อพ่อแม่ แต่ไม่อาจจะทำทุกเวลาและสถานที่ไดเราก็ทำเท่าที่เราทำได้ แค่เป็นคนดี ตั้งใจเรียนหนังสือท่านก็พอใจแล้ว

๓.ปัญหาของพระราชนิพนธ์ ทุกข์ของชาวนาในบทกวี

      พระราชนิพนธ์  เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  แสดงให้เห็นถึงความเข้าพระทัยและเอาพระทัยใส่ในปัญหาการดำรงชีวิตของชาวนาไทย  ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตา  อันเปี่ยมล้นของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนาผู้มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก  เริ่มชีวิตและการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  ทำงานแบบหลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน  ตลอดทั้งปี  ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค  จึงควรสำนึกในคุณค่าและความหมายของชาวนาที่ปลูก "ข้าว" อันเป็นอาหารหลักเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดของคนไทย

๑.ฝนไม่ตกตามฤดู

๒.นำท่วม

๓.ปุ๋ยมีราคาแพง

๔.ไม่มีเงินซื้อยากำจัดหญ้า

๕.ข้าวไม่ออกรวงตามที่คาดไว้

๖.ข้าวมีราคาตำไม่คุ้มกับการลงทุน

   อาชีพชาวนานั้นลำบากอย่างที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ แต่นี่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะทำเพื่อความอยู่รอดของคนทุกคน ถึงแม้จะลำบากมากเพียงใดชาวนาก็มีแรงสู้ แต่ถ้าอยากให้มีแรงสู้มากๆ ก็ช่วยกันกินข้าวอย่างรู้คุณค่า ไม่ทิ้งขว้าง สงสารชานนาที่ลำบากอยู่กลางทุ่งนา แดดก็ร้อน ชาวนานั้นมีความเสียสละ และความอดทนมาก สมควรที่จะยกย่อง

ชื่อเรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง
ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ลักษณะคำประพันธ์
กลอนบทละคร
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพื่อใช้ในการแสดงละครใน
มีลักษณะดังนี้
๑.กลอนแต่ละวรรค มีจำนวนคำระหว่าง ๗ – ๘ คำ
๒. การสัมผัสในจะมีทั้งสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระเป็นคู่ ๆ ในแต่ละวรรค ทำให้เกิดเสียงเสนาะขึ้น

ความเป็นมา
อิเหนา เป็นวรรณคดีที่มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีที่มาจาก
นิทานปันหยี ซึ่งเป็นคำสามัญที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีที่มีความสำคัญมากเรื่องหนึ่ง
คือ เรื่องอิหนา ปันหยี กรัต ปาตี วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเป็นพงศาวดาร
แต่งขึ้นเพื่อการเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ชวาพระองค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นนักรบ
นักปกครอง และทรงสร้างความเจริญให้แก่ชวาเป็นอย่างมาก
ชาวชวาถือว่าอิหนาเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้มีฤทธิ์ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา
จนกลายเป็นนิทานจึงเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์
ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจับจากจำนรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง เหมือนร้างท้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา
เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้าง
ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธี
เรื่องย่อ
ดินแดนชวาโบราณมีกษัตริย์วงศ์หนึ่งเรียกว่า วงศ์สัญแดหวาหรือวงศ์เทวา เพราะว่าสืบเชื้อสายมาจากเทวดา คือ องค์ปะตาระกาหลา กล่าวกันว่าวงศ์นี้มีพี่น้องสี่องค์ องค์พี่ครองเมืองกุเรปัน องค์ที่สองครองเมืองดาหา องค์ที่สามครองเมืองกาหลัง และองค์ที่สี่ครองเมืองสิงหัดส่าหรี กษัตริย์วงศ์เทวามีอานุภาพยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์ ถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูงจึงอภิเษกกันเฉพาะในวงศ์พี่น้อง นอกจากนี้ทั้งสี่เมืองเท่านั้นที่สามารถแต่งตั้งมเหสีได้ 5 องค์ ตามลำดับตำแหน่ง คือ ประไหมสุหรี มะเดหวี มะโต ลิกู เหมาหราหงี แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองหมันหยาซึ่งเป็นเมืองเล็กกว่า กล่าวคือ เจ้าเมืองนี้มีราชธิดาสามองค์ องค์โตชื่อนิหลาอระตา ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองกุเรปัน องค์ที่สองชื่อ ดาหราวาตี ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองดาหา ส่วนองค์สุดท้องชื่อ จินดาส่าหรี ได้อภิเษกกับโอรสท้าวมังกัน และได้ครองเมืองหมันหยา
ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรกกับลิกู ชื่อว่า กะหรัดตะปาตี ต่อมามีโอรสกับประไหมสุหรีเป็นหนุ่มรูปงามและเก่งกล้าสามารถมาก ชื่อ อิเหนา หรือ ระเด่นมนตรี และมีราชธิดาชื่อวิยะดา ส่วนท้าวดาหามีราชธิดากับประไหมสุหรีชื่อ บุษบา และมีโอรสชื่อ สียะตรา บุษบามีอายุไล่เลี่ยกับอิเหนา ท้าวกุเรปันจึงหมั้นบุษบาให้กับอิเหนา และสียะตราก็หมั้นหมายกันไว้กับวิยะดา
ส่วนระตูหมันหยากับประไหมสุหรีก็มีราชธิดาชื่อระเด่นจินตะหรา อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอิเหนา ท้าวสิงหัดส่าหรีกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อระเด่นสุหรานากง ราชธิดาชื่อระเด่นจินดาส่าหรี ท้าวกาหลังมีราชธิดาชื่อ ระเด่นสกาหนึ่งรัด ซึ่งเป็นคู่ตุนาหงันของสุหรานากง
เมื่อพระอัยยิกาที่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์ ท้าวกุเรปันมอบหมายให้อิเหนาไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมกับกะหรัดตะปาตี อิเหนาพบจินตะหราก็หลงรัก จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับกุเรปัน ท้าวกุเรปันจึงต้องอ้างว่าประไหมสุหรีจะมีพระประสูติกาลให้กลับมาเป็นกำลังใจให้พระราชมารดา อิเหนาจำใจต้องกลับมาประจวบกับพระราชมารดาประสูติ พระราชธิดาหน้าตาน่ารัก นามว่า ระเด่นวิยะดา
อย่างไรก็ตามอิเหนายังหาทางกลับไปเมืองหมันหยาอีก โดยอ้างว่าจะไปประพาสป่า แล้วปลอมตัวเป็นโจรป่าชื่อ มิสารปันหยี ระหว่างทางได้รบกับระตูบุศิหนา น้องชายสุดท้องของระตูปันจะรากันและระตูปักมาหงัน ปรากฏว่าระตูบุศสิหนาตายในที่รบ นางดรสาซึ่งเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกกับระตูบุศสิหนาจึงกระโดดเข้ากองไฟตายตามพระสวามี ส่วนระตูจะรากันและระตูปักมาหงันยอมแพ้และถวายพระธิดาและพระโอรสให้อิเหนา คือ นางสะการะวาตี นางมาหยารัศมี และสังคามาระตา เมื่ออิเหนาเข้าเมืองหมันหยาได้ก็ลักลอบเข้าหานางจินตะหรา แล้วได้สองนางคือ นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมีเป็นชายา และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย
ท้าวกุเรปันเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครั้ง พร้อมทั้งนัดวันอภิเษกระหว่างอิเหนากับบุษบา แต่อิเหนาไม่ยอมกลับ สั่งความตัดรอดนางบุษบา ท้าวกุเรปันและท้าดาหาทราบเรื่องก็ขัดเคืองพระทัย ท้าวดาหาถึงกับหลุดปากว่าถ้าใครมาขอบุษบาก้จะยกให้
ฝ่ายจรกา ระตูเมืองเล็กเมืองหนึ่ง และเป็นอนุชาของท้าวล่าส่ำ (ท้าล่าส่ำผู้นี้มีธิดา คือ ระเด่นกุสุมา เป็นคู่หมั้นของสังคามาระตา) จรกาเป็นชายรูปชั่วตัวดำ แต่อยากได้ชายารูปงาม จึงให้ช่วงวาดไปแอบวาดภาพราชธิดาของเมืองสิงหัดส่าหร คือ นางจินดาส่าหรี ครั้นทราบข่าวว่านางบุษบาสวยงามมากจึงให้ช่างวาดแอบวาดภาพนางบุษบาอีก ช่างวาดแอบวาดภาพได้ 2 ภาพ คือ ตอนนางบุษบาเพิ่งตื่นบรรทบและภาพที่แต่งองค์เต็มที่ ขณะเดินทางกลับองค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้รูปนางบุษบาที่ทรงเครื่องตกหายไป จรกาได้เห็นภาพที่เพิ่งตื่นบรรทมเท่านั้นก็หลงใหลถึงกับสลบลงทันที
เมื่อจรกาได้ข่าวจากช่างวาดภาพว่าบุษบาร้างคู่ตุนาหงัน จึงรีบให้ระตูล่าส่ำ พี่ชายมาสู่ขอบุษบา ท้าวดาหากำลังโกรธอิเหนาอยู่แม้จะรู้ว่าจรการูปชั่ว ต่ำศักดิ์ แต่เมื่อพลั้งปากว่าใครมาขอก็จะยกให้ จึงจำใจยากนางบุษบาให้จรกาและกำหนดการวิวาห์ภายในสามเดือน
กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีพระโอรสชื่อวิหยาสะกำ องค์รองครองเมืองปาหยัง องค์สุดท้องครองเมืองปะหมันสลัด
อยู่มหาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิง เสด็จประพาสป่าแล้วพบภาพวาดของนางบุษบาทรงเครื่องที่หายไปก็คลั่งไคล้หลงถึงกับสลบเช่นกัน ท้าวกะหมันกุหนิงรักและเห็นใจโอรสมาก จึงให้คนไปสืบว่านางในภาพนั้นเป็นใครแล้วให้แต่งทูตไปขอ แต่ท้าวดาหามอบนางบุษบาให้จรกาแล้วจึงปฏิเสธไป เมื่อไม่สมหวังท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา โดยแจ้งระตูปาหยังและระตูปะหมันน้องชายและหัวเมืองทั้งหลายยกทัพมาช่วยรบด้วย
ท้าวกุเรปันจึงเรียกตัวอิเหนาจากเมืองหมันหยามาช่วยท้าวดาหาทำศึกกับท้าวกะหมังกุหนิง อิเหนาเป็นฝ่ายมีชัยในศึกครั้งนี้ อิเหนาสังหารกะหมังกุหนิง สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำ ระตูปาหยังกับปะหมันยอมแพ้ขอเป็นเมืองขึ้น เมื่อเสด็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา เมื่อได้พบกับนางบุษบาก็หลงรักทันที จึงหาทางขัดขวางพิธีอภิเษกโดยการลักพาตัวบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ องปะตาระกาหลากริ้วที่อิเหนาทำไม่ถูกต้อง จึงบันดาลให้เกิดลมหอบนางบุษบาไปจากอิเหนา อิเหนาและนางบุษบาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปีจึงได้กลับมาพบกัน

อิเหนา  ตอน  ศึกกะหมังกุหนิง

 

  

อิเหนา  เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เป็นบทละครที่วรรณคดีสโมสรยกย่องให้เป็นยอดของบทละครรำ  เพราะเป็นหนังสือซึ่งแต่งดีพร้อมทั้งเนื้อหา  ทั้งความไพเราะ  ทั้งกระบวนที่จะเล่นละครประกอบกัน  และยังเป็นหนังสือดีในทางที่จะศึกษาประเพณีไทยสมัยโบราณ  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ตรงตามตำราทุกอย่าง  แม้บทละครเรื่องอิเหนาจะมีเค้าเรื่องมาจากนิทานพื้นเมืองชวา  แต่ทรงดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับธรรมเนียมของบ้านเมือง  อัธยาศัยและรสนิยมของคนไทย

ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 

ลักษณะคำประพันธ์ : กลอนบทละคร 

จุดมุ่งหมายในการแต่ง : เพื่อใช้ในการแสดงละครใน

ความเป็นมา

อิเหนา  เป็นวรรณคดีที่มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  มีที่มาจาก

นิทานปันหยี  ซึ่งเป็นคำสามัญที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีที่มีความสำคัญมากเรื่องหนึ่ง

คือ  เรื่องอิหนา  ปันหยี  กรัต ปาตี วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเป็นพงศาวดาร

แต่งขึ้นเพื่อการเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ชวาพระองค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นนักรบ

นักปกครอง  และทรงสร้างความเจริญให้แก่ชวาเป็นอย่างมาก

ชาวชวาถือว่าอิหนาเป็นวีรบุรุษ  เป็นผู้มีฤทธิ์  เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา

จนกลายเป็นนิทานจึงเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์

 

                                                  ว่าพลางทางชมคณานก                    โผนผกจับไม้อึงมี่

                                             เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                          เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา

                                             นางนวลจับนางนวลนอน                         เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา

                                             จากพรากจับจากจำนรรจา                       เหมือนจากนางสการะวาตี

                                             แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง                           เหมือนร้างท้องมาหยารัศมี

                                             นกแก้วจับแก้วพาที                               เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา

                                             ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร                  เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา

                                             เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา                          เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง

                                             คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว                        เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้าง

                                             ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง                        คะนึงนางพลางรีบโยธี

 

เรื่องย่อ

     ดินแดนชวาโบราณมีกษัตริย์วงศ์หนึ่งเรียกว่า  วงศ์สัญแดหวาหรือวงศ์เทวา  เพราะว่าสืบเชื้อสายมาจากเทวดา  คือ  องค์ปะตาระกาหลา  กล่าวกันว่าวงศ์นี้มีพี่น้องสี่องค์  องค์พี่ครองเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองครองเมืองดาหา  องค์ที่สามครองเมืองกาหลัง  และองค์ที่สี่ครองเมืองสิงหัดส่าหรี  กษัตริย์วงศ์เทวามีอานุภาพยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์  ถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูงจึงอภิเษกกันเฉพาะในวงศ์พี่น้อง  นอกจากนี้ทั้งสี่เมืองเท่านั้นที่สามารถแต่งตั้งมเหสีได้ 5 องค์  ตามลำดับตำแหน่ง  คือ  ประไหมสุหรี  มะเดหวี  มะโต  ลิกู  เหมาหราหงี  แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองหมันหยาซึ่งเป็นเมืองเล็กกว่า  กล่าวคือ  เจ้าเมืองนี้มีราชธิดาสามองค์  องค์โตชื่อนิหลาอระตา  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองชื่อ  ดาหราวาตี  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองดาหา  ส่วนองค์สุดท้องชื่อ  จินดาส่าหรี  ได้อภิเษกกับโอรสท้าวมังกัน  และได้ครองเมืองหมันหยา

          ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรกกับลิกู  ชื่อว่า  กะหรัดตะปาตี  ต่อมามีโอรสกับประไหมสุหรีเป็นหนุ่มรูปงามและเก่งกล้าสามารถมาก  ชื่อ  อิเหนา  หรือ  ระเด่นมนตรี  และมีราชธิดาชื่อวิยะดา  ส่วนท้าวดาหามีราชธิดากับประไหมสุหรีชื่อ  บุษบา  และมีโอรสชื่อ  สียะตรา  บุษบามีอายุไล่เลี่ยกับอิเหนา  ท้าวกุเรปันจึงหมั้นบุษบาให้กับอิเหนา  และสียะตราก็หมั้นหมายกันไว้กับวิยะดา

          ส่วนระตูหมันหยากับประไหมสุหรีก็มีราชธิดาชื่อระเด่นจินตะหรา  อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอิเหนา  ท้าวสิงหัดส่าหรีกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อระเด่นสุหรานากง  ราชธิดาชื่อระเด่นจินดาส่าหรี  ท้าวกาหลังมีราชธิดาชื่อ  ระเด่นสกาหนึ่งรัด  ซึ่งเป็นคู่ตุนาหงันของสุหรานากง

          เมื่อพระอัยยิกาที่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์  ท้าวกุเรปันมอบหมายให้อิเหนาไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมกับกะหรัดตะปาตี  อิเหนาพบจินตะหราก็หลงรัก  จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับกุเรปัน  ท้าวกุเรปันจึงต้องอ้างว่าประไหมสุหรีจะมีพระประสูติกาลให้กลับมาเป็นกำลังใจให้พระราชมารดา  อิเหนาจำใจต้องกลับมาประจวบกับพระราชมารดาประสูติ  พระราชธิดาหน้าตาน่ารัก  นามว่า  ระเด่นวิยะดา

          อย่างไรก็ตามอิเหนายังหาทางกลับไปเมืองหมันหยาอีก  โดยอ้างว่าจะไปประพาสป่า  แล้วปลอมตัวเป็นโจรป่าชื่อ  มิสารปันหยี  ระหว่างทางได้รบกับระตูบุศิหนา  น้องชายสุดท้องของระตูปันจะรากันและระตูปักมาหงัน  ปรากฏว่าระตูบุศสิหนาตายในที่รบ  นางดรสาซึ่งเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกกับระตูบุศสิหนาจึงกระโดดเข้ากองไฟตายตามพระสวามี  ส่วนระตูจะรากันและระตูปักมาหงันยอมแพ้และถวายพระธิดาและพระโอรสให้อิเหนา  คือ  นางสะการะวาตี  นางมาหยารัศมี  และสังคามาระตา  เมื่ออิเหนาเข้าเมืองหมันหยาได้ก็ลักลอบเข้าหานางจินตะหรา  แล้วได้สองนางคือ  นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมีเป็นชายา  และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย

          ท้าวกุเรปันเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครั้ง  พร้อมทั้งนัดวันอภิเษกระหว่างอิเหนากับบุษบา  แต่อิเหนาไม่ยอมกลับ  สั่งความตัดรอดนางบุษบา  ท้าวกุเรปันและท้าดาหาทราบเรื่องก็ขัดเคืองพระทัย  ท้าวดาหาถึงกับหลุดปากว่าถ้าใครมาขอบุษบาก้จะยกให้

          ฝ่ายจรกา  ระตูเมืองเล็กเมืองหนึ่ง  และเป็นอนุชาของท้าวล่าส่ำ (ท้าล่าส่ำผู้นี้มีธิดา  คือ  ระเด่นกุสุมา  เป็นคู่หมั้นของสังคามาระตา)  จรกาเป็นชายรูปชั่วตัวดำ  แต่อยากได้ชายารูปงาม  จึงให้ช่วงวาดไปแอบวาดภาพราชธิดาของเมืองสิงหัดส่าหร  คือ  นางจินดาส่าหรี  ครั้นทราบข่าวว่านางบุษบาสวยงามมากจึงให้ช่างวาดแอบวาดภาพนางบุษบาอีก  ช่างวาดแอบวาดภาพได้ 2 ภาพ  คือ  ตอนนางบุษบาเพิ่งตื่นบรรทบและภาพที่แต่งองค์เต็มที่  ขณะเดินทางกลับองค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้รูปนางบุษบาที่ทรงเครื่องตกหายไป  จรกาได้เห็นภาพที่เพิ่งตื่นบรรทมเท่านั้นก็หลงใหลถึงกับสลบลงทันที

          เมื่อจรกาได้ข่าวจากช่างวาดภาพว่าบุษบาร้างคู่ตุนาหงัน  จึงรีบให้ระตูล่าส่ำ  พี่ชายมาสู่ขอบุษบา  ท้าวดาหากำลังโกรธอิเหนาอยู่แม้จะรู้ว่าจรการูปชั่ว  ต่ำศักดิ์  แต่เมื่อพลั้งปากว่าใครมาขอก็จะยกให้  จึงจำใจยากนางบุษบาให้จรกาและกำหนดการวิวาห์ภายในสามเดือน

          กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง  องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีพระโอรสชื่อวิหยาสะกำ  องค์รองครองเมืองปาหยัง  องค์สุดท้องครองเมืองปะหมันสลัด

          อยู่มหาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิง  เสด็จประพาสป่าแล้วพบภาพวาดของนางบุษบาทรงเครื่องที่หายไปก็คลั่งไคล้หลงถึงกับสลบเช่นกัน  ท้าวกะหมันกุหนิงรักและเห็นใจโอรสมาก  จึงให้คนไปสืบว่านางในภาพนั้นเป็นใครแล้วให้แต่งทูตไปขอ  แต่ท้าวดาหามอบนางบุษบาให้จรกาแล้วจึงปฏิเสธไป  เมื่อไม่สมหวังท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา  โดยแจ้งระตูปาหยังและระตูปะหมันน้องชายและหัวเมืองทั้งหลายยกทัพมาช่วยรบด้วย

          ท้าวกุเรปันจึงเรียกตัวอิเหนาจากเมืองหมันหยามาช่วยท้าวดาหาทำศึกกับท้าวกะหมังกุหนิง  อิเหนาเป็นฝ่ายมีชัยในศึกครั้งนี้  อิเหนาสังหารกะหมังกุหนิง  สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำ  ระตูปาหยังกับปะหมันยอมแพ้ขอเป็นเมืองขึ้น  เมื่อเสด็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา  เมื่อได้พบกับนางบุษบาก็หลงรักทันที  จึงหาทางขัดขวางพิธีอภิเษกโดยการลักพาตัวบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ  องปะตาระกาหลากริ้วที่อิเหนาทำไม่ถูกต้อง  จึงบันดาลให้เกิดลมหอบนางบุษบาไปจากอิเหนา  อิเหนาและนางบุษบาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปีจึงได้กลับมาพบกัน

ตัวละคร

                อิเหนา  : ตอนศึกกะหมังกุหนิง  เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญปรากฏอยู่มาก  ตัวละครมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่โดดเด่นและแตกต่างกัน  เช่น รอบคอบ  มองการณ์ไกล  ตอนที่สังคามาระตารบกับวิหยาสะกำ  อิเหนาได้เตือน  สังคามาระตาว่าไม่ชำนาญกระบี่  อย่าลงจากหลังม้า  เพราะเพลงทวนนั้นชำนาญอยู่แล้วจะเอาชนะได้ง่ายกว่า

                              เมื่อนั้น                                     ระเด่นมนตรีใจหาญ

                         จึงตอบอนุชาชัยชาญ                         เจ้าจะต้านต่อฤทธิ์ก็ตามใจ

                         แต่อย่าลงจากพาชี                             เพลงกระบี่ยังหาชำนาญไม่

                         เพลงทวนสันทัดจัดเจนใจ                     เห็นจะมีชัยแก่ไพรี

               มีอารมณ์ละเอียดอ่อน  เมื่อจากสามนางมาเห็นสิ่งใดก็คิดถึงนางทั้งสาม  คำประพันธ์ความตอนนี้มีความไพเราะมาก

                              ว่าพลางทางชมคณานก                   โผนผกจับไม้อึงมี่

                         เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                         เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา

                         นางนวลจับนางนวลนอน                        เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา

                         จากพรากจับจากจำนรรจา                      เหมือนจากนางสการะวาตี

 

                ท้าวกุเรปัน  : ถือยศศักดิ์ไม่ไว้หน้าใคร  ไม่เกรงใจใคร  เช่น  ในราชสาส์นถึงระตูหมันหยา  กล่าวตำหนิระตูหมันหยาอย่างไม่ไว้หน้าว่า  เป็นใจให้จินตะหราแย่งคู่หมั้นบุษบา  สอนลูกให้ยั่วยวนอิเหนา  เป็นต้นเหตุให้บุษบาร้างคู่ตุนาหงัน

                              ในลักษณ์อักษรสารา               ว่าระตูหมันหยาเป็นผู้ใหญ่

                         มีราชธิดายาใจ                           แกล้งให้แต่งตัวไว้ยั่วชาย

                         จนลูกเราร้างคู่ตุนาหงัน                  ไปหลงรักผูกพันมั่นหมาย

                         จะให้ชิงผัวเขาเอาเด็ดดาย              ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชาชน

                         บัดนี้ศึกประชิดติดดาหา                  กิจจาลือแจ้งทุกแห่งหน

                         เสียงงานการวิวาห์จราจล                ต่างคนต่างข้องหมองใจ

                         การสงครามครั้งนี้มีไปช่วย               ยังเห็นชอบด้วยหรือไฉน

                         จะตัดวงศ์ตัดญาติให้ขาดไป              ก็ตามแต่น้ำใจจะเห็นดี

               ในพระราชสาส์นของท้าวกุเรปันถึงอิเหนาได้ยกความผิดให้จินตะหรา  จึงมีลักษณะเป็นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ  แต่ไม่มีเมตตา  ถือยศศักดิ์  และที่ต้องช่วยดาหานั้น  เพราะถ้าดาหาแพ้หมายถึงกษัตริย์วงศ์เทวาพ่ายแพ้ด้วย  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอายอย่างยิ่ง

                              ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว          แต่เขาก็รู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่

                         อันองค์ท้าวดาหาธิบดี                     นั้นมิใช่อาหรือว่าไร

                         มาตรแม้นเสียเมืองดาหา                  จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่

 

               ท้าวดาหา : หยิ่งในศักดิ์สรี  ใจร้อน  เช่น  ตัดสินใจรับศึกกะหมังกุหนิงโดยไม่สนใจว่าจะมีใครมาช่วยหรือไม่  ดังคำประพันธ์

                              คิดพลางทางสั่งเสนาใน               เร่งให้เกณฑ์คนขึ้นหน้าที่

                         รักษามั่นไว้ในบุรี                            จะดูทีข้าศึกซึ่งยกมา

                         อนึ่งจะคอยท่าม้าใช้                         ที่ให้ไปแจ้งเหตุพระเชษฐา

                         กับสองศรีราชอนุชา                         ยังจะมาช่วยหรือประการใด

                         แม้จะเคืองขัดตัดรอน                        ทั้งสามพระนครหาช่วยไม่

                         แต่ผู้เดียวจะเคี่ยวสงครามไป               จะยากเย็นเป็นกระไรก็ตามที

               เป็นคนรักษาสัจจะ  รักษาเกียรติยศชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อได้ยกนางบุษบาให้จรกาไปแล้ว  เมื่อกะหมังกุหนิงมาสู่ขออีกจึงปฏิเสธ  ดังที่ว่า

                              อันอะหนะบุษบาบังอร                  ครั้งก่อนจรกาตุนาหงัน

                         ได้ปลดปลงลงใจให้มั่น                      นัดกันจะแต่งการวิวาห์

                         ซึ่งจะรับของสู่ระตูนี้                           เห็นผิดประเพณีหนักหนา

                         ฝูงคนทั้งแผ่นดินจะนินทา                    สิ่งของที่เอามาจงคืนไป

บุษบาหนึ่งหรัดหรือบุษบา : เป็นธิดาของท้าวดาหาและประไหมสุหรีตาหราวาตี  แห่งกรุงดาหา  เมื่อตอนประสูติมีเหตุอัศจรรย์ คือ มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ววัง ดนตรี แตรสังข์ ก็ดังขึ้นเองโดยไม่มีผู้บรรเลง  ประสูติได้ไม่นาน ท้าวกุเรปันก็ขอตุนาหงันให้อิเหนา  บุษบาเป็นหญิงที่งามล้ำเลิศกว่านางใดในแผ่นดินชวา  กิริยามารยาทเรียบรีอย  คารมคมคาย  เฉลียดฉลาดทันคน  ใจกว้างและมีเหตุผล จึงผูกใจให้อิเหนารักใคร่ ให้หลงนางยิ่งกว่าหญิงอื่น  นอกจากนั้นบุษบายังเป็นลูกที่ดีอยู่ในโอวาทของพระบิดาพระมารดา  ยอมแต่งงานกับระตูจรกา  แม้ว่าจะไม่พอใจในเรื่องขี้ริ้วขี้เหร่ของระตูจรกาก็ตาม

ท้าวกะหมังกุหนิง :  ผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิง มีน้องชายสองคน คือ ระตูปาหยังกับระตูประหมัน  และโอรสชื่อ วิสหยาสะกำคลั่งไคล้หลงใหลบุษบาธิดาของท้าวดาหาซึ่งเพียงแต่เห็นรูปวาดเท่านั้น  พระองค์ก็แต่งทูตไปสู่ขอนางทันทีครั้นถูกปฎิเสธเพราะท้าวดาหายกบุษบาให้เป็นคู่หมั้นของระตูจรกาไปแล้วท้าวกะหมังกุหนิงก็โกรธมากยกทัพไปตีกรุงดาหาเพื่อแย่งบุษบามาให้วิหยาสะกำแม้ว่าน้องทั้งสองจะพยายามพูดทัดทานไว้ ท้าวกะหมังกุหนิงก็ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด โดยปะกาศว่าจะยอมตายเพื่อลูก และเมื่อยกทัพไปถึงกรุงดาหา วิหยาสะกำถูกสังคามาระตาฆ่าตายทำให้ท้าวกะหมังกุหนิงแค้นมาก ขับม้าแกว่งหอกเข้ารุกไล่สังคามาระตาทันที แต่อิเหนาเข้าขวางไว้ และต่อสู้กันเป็นเวลานาน ในที่สุดท้าวกะหมังกุหนิงก็ถูกอิเหนาแทงด้วยกริชถึงแก่ความตาย

สังคามาระตา : เป็นโอรสของระตูปักมาหงัน มีพี่สาวโฉมงามชื่อ มาหยารัศมี ซึ่งภายหลังได้เป็นมเหสีองค์หนึงของ อิเหนา  สังคามาระตาเป็นชายรูปงาม มีความเฉลียวฉลาดรอบคอบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง มีความซื่อสัตย์และกล้าหาญ ชำนาญในการใช้ทวนเป็นอาวุธ เป็นคู่คิดคู่ปรึกษาและช่วยเตือนสติอิเหนาหลายครั้ง ระตูปักมาหงันนำสังคามาระตากับมาหยารัศมีมาถวายให้อิเหนา อิเหนานึกรักและเอ็นดูสังคามาระตาจึงรับเป็นน้อง ตั้งแต่นั้นสังคามาระตาก็ติดตามไปทุกหนทุกแห่งจนเติบโตเป็นหนุ่ม ครั้งที่อิเหนาปลอมตัวเป็นโจรป่ามิสารปันหยี สังคามาระตาก็ปลอมตัวเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า จะหรังวิสังกา ครั้นอิเหนาบวชเป็นฤาษี สังคามาระตาก็บวชและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่ายาหยัง สังคามาระตาเป็นผู้เดียวที่นึกสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า อุณากรรณคือบุษบาปลอมตัวมา จนวางแผนให้ยาหงูทหารคนสนิทไปแอบดูตอนอุณากรรณอาบน้ำ และคราวที่สียะตราปลอมตัวเป็นชาวป่าชื่อย่าหรันมาอยู่ในกรุงกาหลัง สังคามาระตาก็จำได้และยังช่วยเหลือให้สียะตราได้เกนหลงหนึ่งหรัด(วิยะดา)เป็นภรรยาด้วย ภายหลังเมื่ออิเหนากลับไปครองกรุงกุเรปันแล้ว ก็ได้ส่งสังคามาระตากับมเหสีคือกุสุมาไปครองเมืองปักมาหงันแทนบิดาซึ่งชรามากแล้ว

คุณค่าที่ได้รับจากเรื่อง

    ๑.คุณค่าด้านเนื้อหา

    แนวคิด :  เรื่องอิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก  รักและตามใจทุกอย่าง  แม้นกระทั่วตัวตายก็ยอม

     ฉาก : ตอนศึกกะหมังกุหนิงจะปรากฎฉากรบที่ชัดเจน  มีการตั้งค่าย  การใช้อาวุธ  และการต่อสู้ของตัวละครสำคัญ

     ปมขัดแย้ง :  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีหลายข้อแย้ง  แต่ละปมปัญหาเป็นเรื่องที่อาจเกิดได้ในชีวิตจริง  และสมเหตุสมผล  เช่น

         - ปมแรก  คือ  ท้าวกุเรปันให้อิเหนาอภิเษกกับบุษบา  แต่อิเหนาหลงรักจินตะหราไม่ยอมอภิเษกกับบุษบา

          -ปมที่สอง  คือ  ท้าวดาหาขัดเคืองอิเหนา  ยกบุษบาให้จรกา  ทำให้ท้าวกุเรปันและพระญาติทั้งหลายไม่พอพระทัย

          -ปมที่สาม  ท้าวกะหมังกุหนิงมาสู่ขอบุษบาให้วิหยาสะกำ  แต่ท้าวดาหายกให้จรกาไปแล้ว  จึงเกิดศึกชิงนางขึ้น

          -ปมที่สี่  อิเหนาจำเป็นต้องไปช่วยดาหา  จินตะหราคิดว่าอิเหนาจะไปอภิเษกกับบุษบา  จินตะหราขัดแย้งในใจตนเอง  หวั่นใจกับสถานภาพของตนเอง

          ปมที่สามเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด  เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงคิดจะทำสงครามกับกรุงดาหาเพื่อชิงนางบุษบามาให้วิหยาสะกำโอรสองพระองค์  ท้าวกะหมังกุหนิงหารือกับระตูปาหยังและท้าวปะหมันผู้เป็นอนุชา  ทั้งสองทัดทานว่าดาหาเป็นเมืองใหญ่ของกษัตริย์วงศ์อสัญแดหวาผู้มีฝีมือเลื่องลือในการสงคราม  ส่วนกะหมังกุหนิงเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ คงจะสู้ศึกไม่ได้  แต่ท้าวกะหมังกุหนิงก็ไม่ฟังคำทัดทานเพราะรักลูกมากจนไม่อาจทนเห็นลูกทุกข์ทรมารได้  แม้จะรู้ว่าอาจสู้ศึกไม่ได้  แต่ก็ตัดสินใจทำสงครามด้วยเหตุผลที่บอกแก่อนุชาทั้งสองว่า

                         แม้วิหยาสะกำมอดม้วย               พี่ก็คงตายด้วยโอรสา

                         ไหนไหนจะตายวายชีวา              ถึงเร็วถึงช้าก็เหมือนกัน

                         ผิดก็ทำสงครามดูตามที               เคราะห์ดีก็จะได้ดังใฝ่ฝัน

                         พี่ดังพฤกษาพนาวัน                    จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา

 

๒.คุณค่าทางด้านเนื้อเรื่อง     เนื้อเรื่องที่เป็นจุดสำคัญ คือ อิเหนาไปหลงรักจินตะหราทั้งที่มีคู่หมั่นอยู่แล้ว ซึ่งก็คือบุษบา ทำให้เกิดปมปัญหาต่างๆ

๓.คุณค่าทางด้านบทพรรณนาต่างๆ     ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพเด่นชัด เช่น

ภูษายกพื้นดำอำไพ                 สอดใส่ฉลององค์ทรงวันเสาร์

เจียรบาดคาดรัดหน่วงเนา                       ปั้นเหน่งเพชรเพริศเพราพรรณราย

ตาบทิศทับทรวงห่วงห้อย       สวมสร้อยสังวาลประสานสาย

ทองกรแก้วกิ่งพริ้มพราย                         ธำมรงค์เรืองรายพลอยเพชร

ทรงชฎามาลัยดอกไม้ทิด        กรรเจียกจอนจำรัสตรัสเตร็จ

เหน็บพระแสงกั้นหยั่นกัลเม็ด               แล้วเสด็จขึ้นเฝ้าพระบิดา

๔.คุณค่าด้านวรรณศิลป์     การใช้คำและโวหาร  เรื่องอิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีการใช้ภาษาที่สละสลวยให้อารมณ์อันลึกซึ้งกินใจ  อีกทั้งมีโวหารเปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์ให้เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์  ที่สำคัญยังแฝงด้วยข้อคิดที่มีคุณค่ายิ่งอีกมากมาย  ดังนี้

การใช้ภาษาสละสลวยงดงาม  มีการเล่นคำ  เล่นสัมผัสพยัญชนะเพื่อให้เกิดความไพเราะ

๕.คุณค่าด้านสังคม     เป็นประเพณีที่งดงามของไทย    เเละเป็นมรดกของโลกอีกด้วย  สามารถดัดแปลงเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้

๖.คุณค่าในด้านความรู้

๖.๑ สังคมและวัฒนธรรมไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้างฉากและบรรยากาศในเรื่องให้เป็นสังคม วัฒนธรรม และบ้านเมืองของคนไทย แม้ว่าบทละครเรื่องอิเหนาจะได้เค้าเรื่องเดิมมาจากชวา ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในพระราชสำนักและของชาวบ้านหลายประการ

๗.คุณค่าทางด้านการละครและศิลปกรรม

๗.๑ การละคร บทละครเรื่องอิเหนาเป็นยอดของละครรำ เพราะใช้คำประณีต ไพเราะ เครื่องแต่งตัวละครงดงาม ท่ารำงาม บทเพลงขับร้องและเพลงหน้าพาทย์กลมกลืนกับเนื้อเรื่องและท่ารำ จึงนับว่าดีเด่นในศิลปะการแสดงละคร

๗.๒ การขับร้องและดนตรี วงดนตรีไทยนิยมนำกลอนจากวรรณคดีเรื่องอิเหนาไปขับร้องกันมาก เช่น ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน และตอนประสันตาต่อนก เป็นต้น

๗.๓ การช่างของไทย ผู้อ่านจะได้เห็นศิลปะการแกะสลักลวดลายการปิดทองล่องชาด และลวดลายกระหนกที่งดงามอันเป็นความงามของศิลปะไทย ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ

นมัสการมาปิติคุณและนมัสการอาจาริยคุณ

นมัสการมาตาปิตุคุณ

ผู้แต่ง :  พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)

จุดประสงค์ :  เพื่อสรรเสริญพระคุณของบิดามารดา

ข้าขานบชนกคุณ               ชนนีเป็นเค้ามูล

ผู้กอบนุกูลพูน                   ผดุงจวบเจริญวัย

ฟูมฟักทะนุถนอม               บบำราศนิราไกล

แสนยากเท่าไรๆ                  บคิดยากลำบากกาย

                ตรากทนระคนทุกข์               ถนอมเลี้ยงฤรู้วาย

ปกป้องซึ่งอันตราย                 จนได้รอดเป็นกายา

เปรียบหนักชนกคุณ              ชนนีคือภูผา

ใหญ่พื้นพสุนธรา                 ก็บเทียบบเทียมทัน

เหลือที่จะแทนทด               จะสนองคุณานันต์

แท้บูชไนยอัน                   อุดมเลิศประเสริฐคุณ

ถอดความ     บทกวีนี้ กล่าวนอบน้อมพระคุณของบิดามารดา ผู้ได้เกื้อกูลมาตั้งแต่เล็กจนเติบโต       คอยเฝ้าระวังรักษาประคับ ประคองดูแลอยู่ไม่ยอมห่าง  แม้จะ ลำบากเท่าไรก็อดทนได้           เลี้ยงลูกอย่างทะนุถนอม ปกป้องอันตราย จนรอดพ้นอันตราย เติบใหญ่  เป็นตัวเป็นตน  เปรียบประคุณของบิดามารดายิ่งกว่าภูเขา  หรือแผ่นดิน สุดที่จะทดแทนพระคุณ มากล้นนี้ได้  ด้วยการบูชาอันวิเศษสมบูรณ์เลิศล้ำ 

นมัสการอาจริยคุณ

ผู้แต่ง  :  พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)

นมัสการอาจริยคุณ   

อนึ่งข้าคำนับน้อม                 ต่อพระครูผู้การุญ

โอบเอื้อและเจือจุน                   อนุสาสน์ทุกสิ่งสรรพ์  

ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ              ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน

ชี้แจงและแบ่งปัน                    ขยายอัตถ์ให้ชัดเจน  

จิตมากด้วยเมตตา                 และกรุณา บ  เอียงเอน

เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์                ให้ฉลาดและแหลมคม  

ขจัดเขลาบรรเทาโม-                หะจิตมืดที่งุนงม

กังขา ณ อารมณ์                    ก็สว่างกระจ่างใจ  

คุณส่วนนี้ควรนับ                  ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร

ควรนึกและตรึกใน                    จิตน้อมนิยมชม

ถอดความ   กล่าวแสดงขอความเคารพนอบน้อมต่อครู  ผู้มีความกรุณา เผื่อแผ่อบรมสั่งสอนศิษย์ทุกสิ่ง  ให้มีความรู้ ทั้งความดี ความชั่ว ชั่วขยายความให้เข้าใจแจ่มแจ้ง มีเมตตากรุณากรุณาเที่ยงตรง  เคี่ยวเข็ญให้ฉลาดหลักแหลม  ช่วยกำจัดความโง่เขลา ให้มีความเข้าใจแจ่มชัด พระคุณดังกล่าวนี้  ถือว่าเป็นเลิศในสามโลกนี้  ควรระลึกและน้อมใจชื่นชมยกย่อง

 

ทุกข์ของชาวนาในบทกวี

          ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  เป็นบทความพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่แสดงให้เห็นถึงการเอาพระทัยใส่ความเข้าพระทัยในปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนพระเมตตาของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนา  เนื่องด้วยชาวนาแต่ละท้องที่ล้วนมีสภาพชีวิตและความทุกข์ยากที่ไม่แตกต่างกันเลย  แม้ว่ากาลเวลาจะผันผ่านไปอย่างไรก็ตาม

 

ผู้แต่ง  : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 

ลักษณะคำประพันธ์  : ร้อยแก้ว  ประเภทบทความ

จุดมุ่งหมายในการแต่ง  :  เพื่อแสดงพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีของไทยและบทกวีจีน

ซึ่งกล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ของชาวนา

ความเป็นมา

ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  มีที่มาจากหนังสือรวมบทพระราชนิพนธ์

ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เรื่อง  มณีพลอยร้อยแสง

ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533  ในวโรกาสที่พระองค์

ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ  โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รุ่นที่ 41

พระราชนิพนธ์นั้นแสดงให้เห็นแนวพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีของไทยและจีนที่กล่าวถึงชีวิต

และความทุกข์ของชาวนาที่มีสภาพชีวิตไม่ได้แตกต่างกันนัก

 

                                                            "เปิบข้าวทุกคราวคำ                        จงสูจำเป็นอาจิณ

                                         เหงื่อกูที่สูกิน                                                     จึงก่อเกิดมาเป็นคน

                                         ข้าวนี้น่ะมีรส                                   ให้ชนชิมทุกชั้นชน

                                         เบื้องหลังสิทุกข์ทน                            และขมขื่นจนเขียวคาว

                                          จากแรงมาเป็นรวง                          ระยะทางนั้นเหยียดยาว

                                          จากกรวงเป็นเม็ดพราว                                      ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ

                                           เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น

                                           ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                              จึงแปรรวงมาเปิบกิน

                                           น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                             และน้ำแรงอันหลั่งริน

                                            สายเลือดกูท้งสิ้น                                            ที่สูชดกำชาบฟัน"

 

เรื่องย่อ

          เนื้อความในตอนแรกของบทความเรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงยกบทกวีของจิตร  ภูมิศักดิ์  ซึ่งได้กล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ยากของชาวนา

          ต่อมาทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เชินเป็นภาษาไทยทำให้มองเห็นภาพของชาวนาจีน  เมื่อเปรียบเทียบกับชาวนาไทยว่า  มิได้มีความแตกต่างกัน  แม้ในฤดูกาลเพาะปลูก  ภูมิอากาศจะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นของผู้ผลิต  คือ  ชาวนาเท่าที่ควร  ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ  ทรงชี้ให้เห็นว่าแม้จิตร  ภูมิศักดิ์และหลี่เชินจะมีกลวิธีการนำเสนอความทุกข์ยากของชาวนา  และทำให้เห็นว่าชาวนาในทุกแห่งและทุกยุคทุกสมัยล้วนประสบแต่ความทุกข์ยากไม่แตกต่างกันเลย

 

เนื้อเรื่อง

          ทุกข์ของชาวนาในบทกวี

               เมื่อครั้งเป็นนิสิต  ข้าพเจ้าได้เคยอ่านผลงานของจิตร  ภูมิศักดิ์  อยู่บ้าง  แต่ก็ไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด  หรือวิเคราะห์อะไร  เพียงแต่ได้ยินคำเล่าลือว่าเขาเป็นคนที่ค้นคว้าวิชาการได้กว้างขวางและลึกซึ้งถี่ถ้วน  ในสมัยที่เราเรียนหนังสือกัน  ได้มีผู้นำบทกวีของจิตรมาใส่ทำนองร้องกัน  ฟังติดหูมาจนถึงวันนี้

                                                                เปิบข้าวทุกคราวคำ                                     จงสูจำเป็นอาจิณ

                                                       เหงื่อกูที่สูกิน                                      จึงก่อเกิดมาเป็นคน

                                                       ข้าวนี้น่ะมีรส                                      ให้ชนชิมทุกชั้นชน

                                                        เบื้องหลังสิทุกข์ทน                              และขมขื่นจนเขียวคาว

                                                        จากแรงมาเป็นรวง                             ระยะทางนั้นเหยียดยาว

                                                        จากกรวงเป็นเม็ดพราว                                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ

                                                         เหงื่อหยดสักกี่หยาด                          ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น

                                                         ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                               จึงแปรรวงมาเปิบกิน

                                                        น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                                และน้ำแรงอันหลั่งริน

                                                            สายเลือดกูท้งสิ้น                                            ที่สูชดกำชาบฟัน

 

               ดูสรรพนามที่ใช้ว่า  "กู"  ในบทกวีนี้  แสดงว่าผู้ที่พูดคือชาวนา  ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ "ลำเลิก"  กับใคร ๆ ว่า  ถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา  คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน  อย่าว่าแต่การลำเลิกทวงบุญคุณเลย  ความช่วยเหลือที่สังคมมีต่อคนกลุ่มนี้ในด้ายของปัจจัยในการผลิต  การพยุงหรือประกันราคา  และการรักษาความยุติธรรมทั้งปวงก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้  ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ  ชาวนาต่างก็ละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ  ซึ่งทำให้ตนมีรายได้สูงกว่าหรือได้เงินเร็วกว่า  แน่นอนกว่า  มีสวัสดิการดีกว่าและไม่ต้องเสี่ยงมากเท่าการเป็นชาวนา  บางคนที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมก็มักจะนิยมเปลี่ยนพืชที่ปลูกจากธัญพืชซึ่งมักจะได้ราคาต่ำ  เพราะรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมราคามาเป็นพืชเศรษฐกิจประเภทอื่นที่ราคาสูงกว่า  แต่ก็ยังมีชาวนาอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีทางที่จะขยับขยายตัวให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้นได้  อาจแย่ลงด้วยซ้ำ  แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอิธรณ์ฎีกากับใคร  ถึงจะมีคนแบบจิตรที่พยายามใช้จินตนาการสะท้อนความในใจออกมาสะกิดใจคนอื่นบ้าง  แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป

 

               หลายปีมาแล้วข้าพเจ้าอ่านพบบทกวีจีนบทหนึ่ง  ผู้แต่งชื่อหลี่เชิน  ชาวเมืองอู่ซี  มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 772 ถึง 846  สมัยราชวงศ์ถัง  ท่านหลี่เชินได้บรรยายความในใจไว้เป็นบทกวีภาษาจีน  ข้าพเจ้าจะพยายามแปลด้วยภาษาที่ขรุขระไม่เป็นวรรณศิลป์เหมือนบทกวีของ  จิตร ภูมิศักดิ์

 

                                                       หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ  ข้าวเมล็ดหนึ่ง

                                                       จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง

                                                       รอบข้างไม่มีนาที่ไหนทิ้งว่าง

                                                       แต่ชาวนาก็ยังอดตาย

                                                       ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน  ชาวนายังพรวนดิน

                                                       เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว

                                                       ใครจะรู้บ้างว่าในจานใบนั้น

                                                       ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัส

 

               กวีผู้นี้รับราชการมีตำแหน่งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในชนบท  ฉะนั้นเป็นไปได้ที่เขาจะได้เห็นความเป็นอยู่ของราษฎรชาวไร่ชาวนาในยุคนั้น  และเกิดความสะเทือนใจจึงได้บรรยายความรู้สึกออกเป็นบทกวีที่เขาให้ชื่อว่า  "ประเพณีดั้งเดิม"  บทกวีของหลี่เชินเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่ก็แสดงความขัดแย้งชัดเจน  แม้ว่าในฤดูกาลนั้นภูมิอากาศจะอำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นประโยชน์ของผู้ผลิตเท่าที่ควร

               เทคนิคในการเขียนของหลี่เชินกับจิตรต่างกัน  คือ  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตรใช้วิธีเสมือนกับนำชาวนามาบรรยายเรื่องของตนให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง

               เวลานี้สภาพบ้านเมืองก็เปลี่ยนไป  ตั้งแต่สมัยหลี่เชินเมื่อพันปีกว่า  สมัยจิตร  ภูมิศักดิ์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว  สมัยที่ข้าพเจ้าได้เห็นเองก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก  ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ  เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็ยังคงจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป

 

คำศัพท์

          กำซาบ                             ซึมเข้าไป

          เขียวคาว                           สีเขียวของข้าว  ซึ่งน่าจะหอมสดชื่นกลับมีกลิ่นเหม็นคาว  เพราะข้าวนี้เกิดจากหยาดเหงื่อ  ซึ่งแสดงถึงความทุกข์ยากและความชมชื่นของชาวนา

          จิตร ภูมิศักดิ์                      นักเขียนชื่อดังของไทยในช่วง พ.ศ. 2473 - 2509  ที่มีผลงานสำคัญในด้านประวัติศาสตร์  โบราณคดี  ภาษา  และวรรณคดี

          จำนำพืชผลเกษตร             การนำผลผลิตทางการเกษตร  เช่น  ข้าวไปฝากกับหน่วยงานที่รับฝากไว้ก่อนเพื่อเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน

          ฎีกา                                   คำร้องทุกข์  การร้องทุกข์

          ธัญพืช                               มาจากภาษาบาลีว่า  ธญฺญพืช  เช่น  ข้าว  ข้าวสาลี  ข้าวโพด  ที่ให้เมล็ดเป็นอาหารหลัก

          นิสิต                                  ผู้ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย

          ประกันราคา                       การที่รัฐ  เอกชน  หรือองค์กรต่าง ๆ รับประกันที่จะรับซื้อผลผลิตตามราคาที่กำหนดไว้ในอนาคต  ไม่ว่าราคาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

          เปิบ                                   หรือ  เปิบข้าว  หมายถึง  วิธีการใช้ปลายนิ้วขยุ้มข้าวใส่ปากตนเอง

          พืชเศรษฐกิจ                     พืชที่สามารถขายได้ราคาดี  พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย  เช่น  ข้าว  ยางพารา  อ้อย  ปาล์มน้ำมัน

          ภาคบริการ                        อาชีพที่ให้บริการผู้อื่น  เช่น  พนักงานในร้านอาหาร  ช่างเสริมสวย

          ลำเลิก                              กล่าวทวงบุญคุณ  กล่าวคำตัดพ้อต่อว่า  โดยยกเอาความดีที่ตนทำไว้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง  เพื่อให้สำนึกบุญคุณที่ตนมีอยู่กับผู้นั้น

          วรรณศิลป์                         ศิลปะในการประพันธ์หนังสือ

          สวัสดิการ                          การให้สิ่งที่เอื้ออำนวยให้ผู้ทำงานมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสะดวกสบาย  เช่น  มีสถานพยาบาล  มีที่พักอาศัย  จัดรถรับส่ง

          สู                                       สรรพนามบุรุษที่ 2  เป็นคำโบราณ

          อาจิณ                               ประจำ

          อุทธรณ์                             ร้องเรียน  ร้องทุกข์

 

วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี

          คุณค่าด้านเนื้อหา

          กลวิธีการแต่ง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  นับเป็นตัวอย่างอันดีของบทความที่สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้  ด้วยแสดงให้เห็นแนวความคิดชัดเจน  ลำดับเรื่องราวเข้าใจง่าย  และมีส่วนประกอบของงานเขียนประเภทบทความอย่างครบถ้วน  คือ

          ส่วนนำ  กล่าวถึงบทกวีของจิตร  ภูมิศักดิ์  ที่ทรงได้ยินได้ฟังมาในอดีตมาประกอบในการเขียนบทความ

          เนื้อเรื่อง  วิจารณ์เกี่ยวกับกลวิธีการนำเสนอบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  และองหลี่เชิน  โดยทรงยกเหตุผลต่าง ๆ และทรงแสดงทัศนะประกอบ  เช่น

          "...ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ "ลำเลิก"  กับใคร ๆ ว่าถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา  คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน..."

          ส่วนสรุป  สรุปความเพียงสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง  ด้วยการตอกย้ำเรื่องความทุกข์ยากของชาวนา  ไม่ว่ายุคสมัยใดก็เกิดปัญหาเช่นนี้  ดังความที่ว่า

          "ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ  เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็คงยังจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป..."

          สำหรับกลวิธีการอธิบายนั้นให้ความรู้เชิงวรรณคดีเปรียบเทียบแก่ผู้อ่าน  โดยทรงใช้การเปรียบเทียบการนำเสนอของบทกวีไทยและบทกวีจีน  ว่า

          "เทคนิคในการเขียนของหลี่เชินกับของจิตรต่างกัน  คือ  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตรใช้วิธีเสมือนกับนำชาวนามาบรรยายเรื่องของตนให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง"

 

                                                       หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ  ข้าวเมล็ดหนึ่ง

                                                       จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง

                                                       รอบข้างไม่มีนาที่ไหนทิ้งว่าง

                                                       แต่ชาวนาก็ยังอดตาย

                                                       ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน  ชาวนายังพรวนดิน

                                                       เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว

                                                       ใครจะรู้บ้างว่าในจานใบนั้น

                                                       ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัส

 

                                                                เปิบข้าวทุกคราวคำ                                     จงสูจำเป็นอาจิณ

                                                       เหงื่อกูที่สูกิน                                      จึงก่อเกิดมาเป็นคน

                                                       ข้าวนี้น่ะมีรส                                                      ให้ชนชิมทุกชั้นชน

                                                        เบื้องหลังสิทุกข์ทน                            และขมขื่นจนเขียวคาว

                                                        จากแรงมาเป็นรวง                             ระยะทางนั้นเหยียดยาว

                                                        จากกรวงเป็นเม็ดพราว                                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ

                                                         เหงื่อหยดสักกี่หยาด                          ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น

                                                         ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                               จึงแปรรวงมาเปิบกิน

                                                         น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                               และน้ำแรงอันหลั่งริน

                                                         สายเลือดกูท้งสิ้น                                               ที่สูชดกำชาบฟัน

 

          บทกวีของหลี่เชินเป็นบทกวีที่เรียบง่าย  แต่แสดงความขัดแย้งอย่างชัดเจน  คือ  แม้ว่าในฤดูกาลเพาะปลูก  ภูมิอากาศจะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นของผู้ผลิต  คือ  ชาวนาหรือเกษตรกรเท่าที่ควร  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตร ภูมิศักดิ์  ใช้กลวิธีการบรรยายเสมือนว่าชาวนาเป็นผู้บรรยายเรื่องราวให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง  อย่างไรก็ตามแนวคิดของกวีทั้งสองคนคล้ายคลึงกัน  คือ  ต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นว่าสภาพชีวิตชาวนาในทุกแห่งและทุกสมัยต้องประสบกับความทุกข์ยากไม่แตกต่างกัน

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงเริ่มต้นด้วยการยกบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  ซึ่งแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 จำนวน 5 บท  มีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากลำบากของชาวนาที่ปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารสำคัญของคนทุกชนชั้น  พระองค์ทรงเห็นด้วยกับบทกวีนี้และยังทรงกล่าวอีกว่าเนื้อหาบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  สอดคล้องกับบทวีของหลี่เชิน กวีชาวจีนที่แต่งไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  แสดงให้เห็นว่าสภาพชีวิตองชาวนาไม่ว่าที่แห่งใดในโลกจะเป็นไทยหรือจีน  จะเป็นสมัยใดก็ตาม  ล้วนแล้วแต่มีความยากแค้นลำเค็ญเช่นเดียวกัน

          ดังนั้นแนวคิดสำคัญของบทความพระราชนิพนธ์เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  จึงอยู่ที่ความทุกข์ยากของชาวนา  และสภาพชีวิตของชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอดังความที่ว่า

          "...แม้ว่าในฤดูกาลนั้นภูมิอากาศจะอำนวยให้ให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นประโยชน์ของผู้ผลิตเท่าที่ควร..."

          แม้ว่าในบทความนี้จะไม่ได้มีการเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา  แต่แนวคิดของเรื่องที่แจ่มแจ้งและชัดเจนดังที่กล่าวมาจะมีผลให้สังคมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประจักษ์และตระหนักถึงความสำคัญของชาวนา  และเล็งเห็นปัญหาต่าง ๆ อันอาจจะนำไปสู่การแสวงหาหนทางแก้ไขในท้ายที่สุด

 

          พระราชนิพนธ์  เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  แสดงให้เห็นถึงความเข้าพระทัยและเอาพระทัยใส่ในปัญหาการดำรงชีวิตของชาวนาไทย  ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตา  อันเปี่ยมล้นของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนาผู้มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก  เริ่มชีวิตและการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  ทำงานแบบหลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน  ตลอดทั้งปี  ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค  จึงควรสำนึกในคุณค่าและความหมายของชาวนาที่ปลูก "ข้าว" อันเป็นอาหารหลักเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดของคนไทย

 

สมาชิกในกลุ่ม

 

๑.นาย ศุภเสฏฐ์                      วงษ์สถิต                ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๓

 

๒.นาย ณัฐดนัย                      สิงห์ไธสง               ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๗

 

๓.นางสาว พรชนก                  ตาลพลกรัง             ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๘

 

๔.นางสาว วิลัยพร                  เสาไธสง                 ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๙

 

๕.นาย อิทธิวัฒน์                   เรืองไธสง                ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๑๕

 

๖.นาย วิทวัส                         จาระณะ                  ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๒๓

 

๗.นางสาว จุฬาลักษณ์            พร้อมศรี                  ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๒๔

 

๘.นางสาว นุสบา                   ศรีมหาพรม               ชั้น ม.๔/๕              เลขที่ ๒๕              

 

 

อิเหนา  ตอน  ศึกกะหมังกุหนิง
     อิเหนา  เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เป็นบทละครที่วรรณคดีสโมสรยกย่องให้เป็นยอดของบทละครรำ  เพราะเป็นหนังสือซึ่งแต่งดีพร้อมทั้งเนื้อหา  ทั้งความไพเราะ  ทั้งกระบวนที่จะเล่นละครประกอบกัน  และยังเป็นหนังสือดีในทางที่จะศึกษาประเพณีไทยสมัยโบราณ  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ตรงตามตำราทุกอย่าง  แม้บทละครเรื่องอิเหนาจะมีเค้าเรื่องมาจากนิทานพื้นเมืองชวา  แต่ทรงดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับธรรมเนียมของบ้านเมือง  อัธยาศัยและรสนิยมของคนไทย

ผู้แต่ง
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ลักษณะคำประพันธ์
กลอนบทละคร
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพื่อใช้ในการแสดงละครใน
ความเป็นมา
อิเหนา  เป็นวรรณคดีที่มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  มีที่มาจาก
นิทานปันหยี  ซึ่งเป็นคำสามัญที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีที่มีความสำคัญมากเรื่องหนึ่ง
คือ  เรื่องอิหนา  ปันหยี  กรัต ปาตี วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเป็นพงศาวดาร
แต่งขึ้นเพื่อการเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ชวาพระองค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นนักรบ
นักปกครอง  และทรงสร้างความเจริญให้แก่ชวาเป็นอย่างมาก
ชาวชวาถือว่าอิหนาเป็นวีรบุรุษ  เป็นผู้มีฤทธิ์  เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา
จนกลายเป็นนิทานจึงเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์

                                                  ว่าพลางทางชมคณานก                    โผนผกจับไม้อึงมี่
                                             เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                          เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
                                             นางนวลจับนางนวลนอน                         เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
                                             จากพรากจับจากจำนรรจา                       เหมือนจากนางสการะวาตี
                                             แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง                           เหมือนร้างท้องมาหยารัศมี
                                             นกแก้วจับแก้วพาที                               เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
                                             ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร                  เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา
                                             เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา                          เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
                                             คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว                        เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้าง
                                             ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง                        คะนึงนางพลางรีบโยธี

เรื่องย่อ
     ดินแดนชวาโบราณมีกษัตริย์วงศ์หนึ่งเรียกว่า  วงศ์สัญแดหวาหรือวงศ์เทวา  เพราะว่าสืบเชื้อสายมาจากเทวดา  คือ  องค์ปะตาระกาหลา  กล่าวกันว่าวงศ์นี้มีพี่น้องสี่องค์  องค์พี่ครองเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองครองเมืองดาหา  องค์ที่สามครองเมืองกาหลัง  และองค์ที่สี่ครองเมืองสิงหัดส่าหรี  กษัตริย์วงศ์เทวามีอานุภาพยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์  ถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูงจึงอภิเษกกันเฉพาะในวงศ์พี่น้อง  นอกจากนี้ทั้งสี่เมืองเท่านั้นที่สามารถแต่งตั้งมเหสีได้ 5 องค์  ตามลำดับตำแหน่ง  คือ  ประไหมสุหรี  มะเดหวี  มะโต  ลิกู  เหมาหราหงี  แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองหมันหยาซึ่งเป็นเมืองเล็กกว่า  กล่าวคือ  เจ้าเมืองนี้มีราชธิดาสามองค์  องค์โตชื่อนิหลาอระตา  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองชื่อ  ดาหราวาตี  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองดาหา  ส่วนองค์สุดท้องชื่อ  จินดาส่าหรี  ได้อภิเษกกับโอรสท้าวมังกัน  และได้ครองเมืองหมันหยา
          ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรกกับลิกู  ชื่อว่า  กะหรัดตะปาตี  ต่อมามีโอรสกับประไหมสุหรีเป็นหนุ่มรูปงามและเก่งกล้าสามารถมาก  ชื่อ  อิเหนา  หรือ  ระเด่นมนตรี  และมีราชธิดาชื่อวิยะดา  ส่วนท้าวดาหามีราชธิดากับประไหมสุหรีชื่อ  บุษบา  และมีโอรสชื่อ  สียะตรา  บุษบามีอายุไล่เลี่ยกับอิเหนา  ท้าวกุเรปันจึงหมั้นบุษบาให้กับอิเหนา  และสียะตราก็หมั้นหมายกันไว้กับวิยะดา
          ส่วนระตูหมันหยากับประไหมสุหรีก็มีราชธิดาชื่อระเด่นจินตะหรา  อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอิเหนา  ท้าวสิงหัดส่าหรีกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อระเด่นสุหรานากง  ราชธิดาชื่อระเด่นจินดาส่าหรี  ท้าวกาหลังมีราชธิดาชื่อ  ระเด่นสกาหนึ่งรัด  ซึ่งเป็นคู่ตุนาหงันของสุหรานากง
          เมื่อพระอัยยิกาที่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์  ท้าวกุเรปันมอบหมายให้อิเหนาไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมกับกะหรัดตะปาตี  อิเหนาพบจินตะหราก็หลงรัก  จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับกุเรปัน  ท้าวกุเรปันจึงต้องอ้างว่าประไหมสุหรีจะมีพระประสูติกาลให้กลับมาเป็นกำลังใจให้พระราชมารดา  อิเหนาจำใจต้องกลับมาประจวบกับพระราชมารดาประสูติ  พระราชธิดาหน้าตาน่ารัก  นามว่า  ระเด่นวิยะดา
          อย่างไรก็ตามอิเหนายังหาทางกลับไปเมืองหมันหยาอีก  โดยอ้างว่าจะไปประพาสป่า  แล้วปลอมตัวเป็นโจรป่าชื่อ  มิสารปันหยี  ระหว่างทางได้รบกับระตูบุศิหนา  น้องชายสุดท้องของระตูปันจะรากันและระตูปักมาหงัน  ปรากฏว่าระตูบุศสิหนาตายในที่รบ  นางดรสาซึ่งเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกกับระตูบุศสิหนาจึงกระโดดเข้ากองไฟตายตามพระสวามี  ส่วนระตูจะรากันและระตูปักมาหงันยอมแพ้และถวายพระธิดาและพระโอรสให้อิเหนา  คือ  นางสะการะวาตี  นางมาหยารัศมี  และสังคามาระตา  เมื่ออิเหนาเข้าเมืองหมันหยาได้ก็ลักลอบเข้าหานางจินตะหรา  แล้วได้สองนางคือ  นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมีเป็นชายา  และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย
          ท้าวกุเรปันเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครั้ง  พร้อมทั้งนัดวันอภิเษกระหว่างอิเหนากับบุษบา  แต่อิเหนาไม่ยอมกลับ  สั่งความตัดรอดนางบุษบา  ท้าวกุเรปันและท้าดาหาทราบเรื่องก็ขัดเคืองพระทัย  ท้าวดาหาถึงกับหลุดปากว่าถ้าใครมาขอบุษบาก้จะยกให้
          ฝ่ายจรกา  ระตูเมืองเล็กเมืองหนึ่ง  และเป็นอนุชาของท้าวล่าส่ำ (ท้าล่าส่ำผู้นี้มีธิดา  คือ  ระเด่นกุสุมา  เป็นคู่หมั้นของสังคามาระตา)  จรกาเป็นชายรูปชั่วตัวดำ  แต่อยากได้ชายารูปงาม  จึงให้ช่วงวาดไปแอบวาดภาพราชธิดาของเมืองสิงหัดส่าหร  คือ  นางจินดาส่าหรี  ครั้นทราบข่าวว่านางบุษบาสวยงามมากจึงให้ช่างวาดแอบวาดภาพนางบุษบาอีก  ช่างวาดแอบวาดภาพได้ 2 ภาพ  คือ  ตอนนางบุษบาเพิ่งตื่นบรรทบและภาพที่แต่งองค์เต็มที่  ขณะเดินทางกลับองค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้รูปนางบุษบาที่ทรงเครื่องตกหายไป  จรกาได้เห็นภาพที่เพิ่งตื่นบรรทมเท่านั้นก็หลงใหลถึงกับสลบลงทันที
          เมื่อจรกาได้ข่าวจากช่างวาดภาพว่าบุษบาร้างคู่ตุนาหงัน  จึงรีบให้ระตูล่าส่ำ  พี่ชายมาสู่ขอบุษบา  ท้าวดาหากำลังโกรธอิเหนาอยู่แม้จะรู้ว่าจรการูปชั่ว  ต่ำศักดิ์  แต่เมื่อพลั้งปากว่าใครมาขอก็จะยกให้  จึงจำใจยากนางบุษบาให้จรกาและกำหนดการวิวาห์ภายในสามเดือน
          กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง  องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีพระโอรสชื่อวิหยาสะกำ  องค์รองครองเมืองปาหยัง  องค์สุดท้องครองเมืองปะหมันสลัด
          อยู่มหาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิง  เสด็จประพาสป่าแล้วพบภาพวาดของนางบุษบาทรงเครื่องที่หายไปก็คลั่งไคล้หลงถึงกับสลบเช่นกัน  ท้าวกะหมันกุหนิงรักและเห็นใจโอรสมาก  จึงให้คนไปสืบว่านางในภาพนั้นเป็นใครแล้วให้แต่งทูตไปขอ  แต่ท้าวดาหามอบนางบุษบาให้จรกาแล้วจึงปฏิเสธไป  เมื่อไม่สมหวังท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา  โดยแจ้งระตูปาหยังและระตูปะหมันน้องชายและหัวเมืองทั้งหลายยกทัพมาช่วยรบด้วย
          ท้าวกุเรปันจึงเรียกตัวอิเหนาจากเมืองหมันหยามาช่วยท้าวดาหาทำศึกกับท้าวกะหมังกุหนิง  อิเหนาเป็นฝ่ายมีชัยในศึกครั้งนี้  อิเหนาสังหารกะหมังกุหนิง  สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำ  ระตูปาหยังกับปะหมันยอมแพ้ขอเป็นเมืองขึ้น  เมื่อเสด็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา  เมื่อได้พบกับนางบุษบาก็หลงรักทันที  จึงหาทางขัดขวางพิธีอภิเษกโดยการลักพาตัวบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ  องปะตาระกาหลากริ้วที่อิเหนาทำไม่ถูกต้อง  จึงบันดาลให้เกิดลมหอบนางบุษบาไปจากอิเหนา  อิเหนาและนางบุษบาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปีจึงได้กลับมาพบกัน

วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี
    คุณค่าด้านเนื้อหา
    แนวคิด  เรื่องอิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก  รักและตามใจทุกอย่าง  แม้นกระทั่วตัวตายก็ยอม
     ฉาก ตอนศึกกะหมังกุหนิงจะปรากฎฉากรบที่ชัดเจน  มีการตั้งค่าย  การใช้อาวุธ  และการต่อสู้ของตัวละครสำคัญ
     ปมขัดแย้ง  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีหลายข้อแย้ง  แต่ละปมปัญหาเป็นเรื่องที่อาจเกิดได้ในชีวิตจริง  และสมเหตุสมผล  เช่น
          ปมแรก  คือ  ท้าวกุเรปันให้อิเหนาอภิเษกกับบุษบา  แต่อิเหนาหลงรักจินตะหราไม่ยอมอภิเษกกับบุษบา
          ปมที่สอง  คือ  ท้าวดาหาขัดเคืองอิเหนา  ยกบุษบาให้จรกา  ทำให้ท้าวกุเรปันและพระญาติทั้งหลายไม่พอพระทัย
          ปมที่สาม  ท้าวกะหมังกุหนิงมาสู่ขอบุษบาให้วิหยาสะกำ  แต่ท้าวดาหายกให้จรกาไปแล้ว  จึงเกิดศึกชิงนางขึ้น
          ปมที่สี่  อิเหนาจำเป็นต้องไปช่วยดาหา  จินตะหราคิดว่าอิเหนาจะไปอภิเษกกับบุษบา  จินตะหราขัดแย้งในใจตนเอง  หวั่นใจกับสถานภาพของตนเอง
          ปมที่สามเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด  เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงคิดจะทำสงครามกับกรุงดาหาเพื่อชิงนางบุษบามาให้วิหยาสะกำโอรสองพระองค์  ท้าวกะหมังกุหนิงหารือกับระตูปาหยังและท้าวปะหมันผู้เป็นอนุชา  ทั้งสองทัดทานว่าดาหาเป็นเมืองใหญ่ของกษัตริย์วงศ์อสัญแดหวาผู้มีฝีมือเลื่องลือในการสงคราม  ส่วนกะหมังกุหนิงเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ คงจะสู้ศึกไม่ได้  แต่ท้าวกะหมังกุหนิงก็ไม่ฟังคำทัดทานเพราะรักลูกมากจนไม่อาจทนเห็นลูกทุกข์ทรมารได้  แม้จะรู้ว่าอาจสู้ศึกไม่ได้  แต่ก็ตัดสินใจทำสงครามด้วยเหตุผลที่บอกแก่อนุชาทั้งสองว่า
                         แม้วิหยาสะกำมอดม้วย               พี่ก็คงตายด้วยโอรสา
                         ไหนไหนจะตายวายชีวา              ถึงเร็วถึงช้าก็เหมือนกัน
                         ผิดก็ทำสงครามดูตามที               เคราะห์ดีก็จะได้ดังใฝ่ฝัน
                         พี่ดังพฤกษาพนาวัน                    จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา

     ตัวละคร  อิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีตัวละครที่มีบทบาทสำคัญปรากฏอยู่มาก  ตัวละครมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่โดดเด่นและแตกต่างกัน  เช่น
          ท้าวกุเรปัน
          ถือยศศักดิ์ไม่ไว้หน้าใคร  ไม่เกรงใจใคร  เช่น  ในราชสาส์นถึงระตูหมันหยา  กล่าวตำหนิระตูหมันหยาอย่างไม่ไว้หน้าว่า  เป็นใจให้จินตะหราแย่งคู่หมั้นบุษบา  สอนลูกให้ยั่วยวนอิเหนา  เป็นต้นเหตุให้บุษบาร้างคู่ตุนาหงัน
                              ในลักษณ์อักษรสารา               ว่าระตูหมันหยาเป็นผู้ใหญ่
                         มีราชธิดายาใจ                           แกล้งให้แต่งตัวไว้ยั่วชาย
                         จนลูกเราร้างคู่ตุนาหงัน                  ไปหลงรักผูกพันมั่นหมาย
                         จะให้ชิงผัวเขาเอาเด็ดดาย              ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชาชน
                         บัดนี้ศึกประชิดติดดาหา                  กิจจาลือแจ้งทุกแห่งหน
                         เสียงงานการวิวาห์จราจล                ต่างคนต่างข้องหมองใจ
                         การสงครามครั้งนี้มีไปช่วย               ยังเห็นชอบด้วยหรือไฉน
                         จะตัดวงศ์ตัดญาติให้ขาดไป              ก็ตามแต่น้ำใจจะเห็นดี
               ในพระราชสาส์นของท้าวกุเรปันถึงอิเหนาได้ยกความผิดให้จินตะหรา  จึงมีลักษณะเป็นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ  แต่ไม่มีเมตตา  ถือยศศักดิ์  และที่ต้องช่วยดาหานั้น  เพราะถ้าดาหาแพ้หมายถึงกษัตริย์วงศ์เทวาพ่ายแพ้ด้วย  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอายอย่างยิ่ง
                              ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว          แต่เขาก็รู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
                         อันองค์ท้าวดาหาธิบดี                     นั้นมิใช่อาหรือว่าไร
                         มาตรแม้นเสียเมืองดาหา                  จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่

               ท้าวดาหา
               หยิ่งในศักดิ์สรี  ใจร้อน  เช่น  ตัดสินใจรับศึกกะหมังกุหนิงโดยไม่สนใจว่าจะมีใครมาช่วยหรือไม่  ดังคำประพันธ์
                              คิดพลางทางสั่งเสนาใน               เร่งให้เกณฑ์คนขึ้นหน้าที่
                         รักษามั่นไว้ในบุรี                            จะดูทีข้าศึกซึ่งยกมา
                         อนึ่งจะคอยท่าม้าใช้                         ที่ให้ไปแจ้งเหตุพระเชษฐา
                         กับสองศรีราชอนุชา                         ยังจะมาช่วยหรือประการใด
                         แม้จะเคืองขัดตัดรอน                        ทั้งสามพระนครหาช่วยไม่
                         แต่ผู้เดียวจะเคี่ยวสงครามไป               จะยากเย็นเป็นกระไรก็ตามที
               เป็นคนรักษาสัจจะ  รักษาเกียรติยศชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อได้ยกนางบุษบาให้จรกาไปแล้ว  เมื่อกะหมังกุหนิงมาสู่ขออีกจึงปฏิเสธ  ดังที่ว่า
                              อันอะหนะบุษบาบังอร                  ครั้งก่อนจรกาตุนาหงัน
                         ได้ปลดปลงลงใจให้มั่น                      นัดกันจะแต่งการวิวาห์
                         ซึ่งจะรับของสู่ระตูนี้                           เห็นผิดประเพณีหนักหนา
                         ฝูงคนทั้งแผ่นดินจะนินทา                    สิ่งของที่เอามาจงคืนไป

               อิเหนา
               รอบคอบ  มองการณ์ไกล  ตอนที่สังคามาระตารบกับวิหยาสะกำ  อิเหนาได้เตือน  สังคามาระตาว่าไม่ชำนาญกระบี่  อย่าลงจากหลังม้า  เพราะเพลงทวนนั้นชำนาญอยู่แล้วจะเอาชนะได้ง่ายกว่า
                              เมื่อนั้น                                     ระเด่นมนตรีใจหาญ
                         จึงตอบอนุชาชัยชาญ                         เจ้าจะต้านต่อฤทธิ์ก็ตามใจ
                         แต่อย่าลงจากพาชี                             เพลงกระบี่ยังหาชำนาญไม่
                         เพลงทวนสันทัดจัดเจนใจ                     เห็นจะมีชัยแก่ไพรี
               มีอารมณ์ละเอียดอ่อน  เมื่อจากสามนางมาเห็นสิ่งใดก็คิดถึงนางทั้งสาม  คำประพันธ์ความตอนนี้มีความไพเราะมาก
                              ว่าพลางทางชมคณานก                   โผนผกจับไม้อึงมี่
                         เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                         เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
                         นางนวลจับนางนวลนอน                        เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
                         จากพรากจับจากจำนรรจา                      เหมือนจากนางสกะวาตี

 

เรื่อง    นมัสการมาตาปิตุคุณ

 

นมัสการมาตาปิตุคุณ

 ผู้แต่ง    พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)

จุดประสงค์  เพื่อสรรเสริญพระคุณของบิดามารด

  ข้าขานบชนกคุณ               ชนนีเป็นเค้ามูล
ผู้กอบนุกูลพูน                   ผดุงจวบเจริญวัย
  ฟูมฟักทะนุถนอม               บบำราศนิราไกล
แสนยากเท่าไรๆ                  บคิดยากลำบากกาย
     ตรากทนระคนทุกข์               ถนอมเลี้ยงฤรู้วาย
ปกป้องซึ่งอันตราย                 จนได้รอดเป็นกายา
  เปรียบหนักชนกคุณ              ชนนีคือภูผา
ใหญ่พื้นพสุนธรา                 ก็บเทียบบเทียมทัน
  เหลือที่จะแทนทด               จะสนองคุณานันต์
แท้บูชไนยอัน                   อุดมเลิศประเสริฐคุณ

ถอดความ     บทกวีนี้ กล่าวนอบน้อมพระคุณของบิดามารดา ผู้ได้เกื้อกูลมาตั้งแต่เล็กจนเติบโต

      คอยเฝ้าระวังรักษาประคับ ประคองดูแลอยู่ไม่ยอมห่าง  แม้จะ ลำบากเท่าไรก็อดทนได้

          เลี้ยงลูกอย่างทะนุถนอม ปกป้องอันตราย จนรอดพ้นอันตราย เติบใหญ่  เป็นตัวเป็นตน 

เปรียบประคุณของบิดามารดายิ่งกว่าภูเขา

 หรือแผ่นดิน สุดที่จะทดแทนพระคุณ มากล้นนี้ได้  ด้วยการบูชาอันวิเศษสมบูรณ์เลิศล้ำ

 

นมัสการอาจริยคุณ

ผู้แต่ง   พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)
 

นมัสการอาจริยคุณ
   อนึ่งข้าคำนับน้อม                 ต่อพระครูผู้การุญ
โอบเอื้อและเจือจุน                   อนุสาสน์ทุกสิ่งสรรพ์
   ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ              ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน
ชี้แจงและแบ่งปัน                    ขยายอัตถ์ให้ชัดเจน
   จิตมากด้วยเมตตา                 และกรุณา บ  เอียงเอน
เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์                ให้ฉลาดและแหลมคม
   ขจัดเขลาบรรเทาโม-                หะจิตมืดที่งุนงม
กังขา ณ อารมณ์                    ก็สว่างกระจ่างใจ
   คุณส่วนนี้ควรนับ                  ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร
ควรนึกและตรึกใน                    จิตน้อมนิยมชม

ถอดความ   กล่าวแสดงขอความเคารพนอบน้อมต่อครู  ผู้มีความกรุณา

เผื่อแผ่อบรมสั่งสอนศิษย์ทุกสิ่ง  ให้มีความรู้ ทั้งความดี ความชั่ว ชั่วขยายความให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

มีเมตตากรุณากรุณาเที่ยงตรง  เคี่ยวเข็ญให้ฉลาดหลักแหลม  ช่วยกำจัดความโง่เขลา

ให้มีความเข้าใจแจ่มชัด พระคุณดังกล่าวนี้  ถือว่าเป็นเลิศในสามโลกนี้ 

ควรระลึกและน้อมใจชื่นชมยกย่อง

 

เรื่องทุกของชาวนาในบทกวี

ทุกข์ของชาวนาในบทกวี
          ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  เป็นบทความพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่แสดงให้เห็นถึงการเอาพระทัยใส่ความเข้าพระทัยในปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนพระเมตตาของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนา  เนื่องด้วยชาวนาแต่ละท้องที่ล้วนมีสภาพชีวิตและความทุกข์ยากที่ไม่แตกต่างกันเลย  แม้ว่ากาลเวลาจะผันผ่านไปอย่างไรก็ตาม

ผู้แต่ง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 
ลักษณะคำประพันธ์
ร้อยแก้ว  ประเภทบทความ
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพื่อแสดงพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีของไทยและบทกวีจีน
ซึ่งกล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ของชาวนา
ความเป็นมา
ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  มีที่มาจากหนังสือรวมบทพระราชนิพนธ์
ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เรื่อง  มณีพลอยร้อยแสง
ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533  ในวโรกาสที่พระองค์
ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ  โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รุ่นที่ 41
พระราชนิพนธ์นั้นแสดงให้เห็นแนวพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีของไทยและจีนที่กล่าวถึงชีวิต
และความทุกข์ของชาวนาที่มีสภาพชีวิตไม่ได้แตกต่างกันนัก

                                                            "เปิบข้าวทุกคราวคำ                     จงสูจำเป็นอาจิณ
                                                       เหงื่อกูที่สูกิน                                      จึงก่อเกิดมาเป็นคน
                                                           ข้าวนี้น่ะมีรส                                   ให้ชนชิมทุกชั้นชน
                                                       เบื้องหลังสิทุกข์ทน                            และขมขื่นจนเขียวคาว
                                                           จากแรงมาเป็นรวง                          ระยะทางนั้นเหยียดยาว
                                                       จากกรวงเป็นเม็ดพราว                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
                                                           เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
                                                       ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                 จึงแปรรวงมาเปิบกิน
                                                           น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                            และน้ำแรงอันหลั่งริน
                                                       สายเลือดกูท้งสิ้น                                ที่สูชดกำชาบฟัน"

เรื่องย่อ
          เนื้อความในตอนแรกของบทความเรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงยกบทกวีของจิตร  ภูมิศักดิ์  ซึ่งได้กล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ยากของชาวนา
          ต่อมาทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เชินเป็นภาษาไทยทำให้มองเห็นภาพของชาวนาจีน  เมื่อเปรียบเทียบกับชาวนาไทยว่า  มิได้มีความแตกต่างกัน  แม้ในฤดูกาลเพาะปลูก  ภูมิอากาศจะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นของผู้ผลิต  คือ  ชาวนาเท่าที่ควร  ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ  ทรงชี้ให้เห็นว่าแม้จิตร  ภูมิศักดิ์และหลี่เชินจะมีกลวิธีการนำเสนอความทุกข์ยากของชาวนา  และทำให้เห็นว่าชาวนาในทุกแห่งและทุกยุคทุกสมัยล้วนประสบแต่ความทุกข์ยากไม่แตกต่างกันเลย

เนื้อเรื่อง
          ทุกข์ของชาวนาในบทกวี
               เมื่อครั้งเป็นนิสิต  ข้าพเจ้าได้เคยอ่านผลงานของจิตร  ภูมิศักดิ์  อยู่บ้าง  แต่ก็ไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด  หรือวิเคราะห์อะไร  เพียงแต่ได้ยินคำเล่าลือว่าเขาเป็นคนที่ค้นคว้าวิชาการได้กว้างขวางและลึกซึ้งถี่ถ้วน  ในสมัยที่เราเรียนหนังสือกัน  ได้มีผู้นำบทกวีของจิตรมาใส่ทำนองร้องกัน  ฟังติดหูมาจนถึงวันนี้

                                                            เปิบข้าวทุกคราวคำ                      จงสูจำเป็นอาจิณ
                                                       เหงื่อกูที่สูกิน                                      จึงก่อเกิดมาเป็นคน
                                                           ข้าวนี้น่ะมีรส                                   ให้ชนชิมทุกชั้นชน
                                                       เบื้องหลังสิทุกข์ทน                            และขมขื่นจนเขียวคาว
                                                           จากแรงมาเป็นรวง                          ระยะทางนั้นเหยียดยาว
                                                       จากกรวงเป็นเม็ดพราว                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
                                                           เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
                                                       ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                 จึงแปรรวงมาเปิบกิน
                                                           น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                            และน้ำแรงอันหลั่งริน
                                                       สายเลือดกูท้งสิ้น                                ที่สูชดกำชาบฟัน

               ดูสรรพนามที่ใช้ว่า  "กู"  ในบทกวีนี้  แสดงว่าผู้ที่พูดคือชาวนา  ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ "ลำเลิก"  กับใคร ๆ ว่า  ถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา  คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน  อย่าว่าแต่การลำเลิกทวงบุญคุณเลย  ความช่วยเหลือที่สังคมมีต่อคนกลุ่มนี้ในด้ายของปัจจัยในการผลิต  การพยุงหรือประกันราคา  และการรักษาความยุติธรรมทั้งปวงก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้  ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ  ชาวนาต่างก็ละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ  ซึ่งทำให้ตนมีรายได้สูงกว่าหรือได้เงินเร็วกว่า  แน่นอนกว่า  มีสวัสดิการดีกว่าและไม่ต้องเสี่ยงมากเท่าการเป็นชาวนา  บางคนที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมก็มักจะนิยมเปลี่ยนพืชที่ปลูกจากธัญพืชซึ่งมักจะได้ราคาต่ำ  เพราะรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมราคามาเป็นพืชเศรษฐกิจประเภทอื่นที่ราคาสูงกว่า  แต่ก็ยังมีชาวนาอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีทางที่จะขยับขยายตัวให้อยู่ในสถานะที่ดีขึ้นได้  อาจแย่ลงด้วยซ้ำ  แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอิธรณ์ฎีกากับใคร  ถึงจะมีคนแบบจิตรที่พยายามใช้จินตนาการสะท้อนความในใจออกมาสะกิดใจคนอื่นบ้าง  แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป

               หลายปีมาแล้วข้าพเจ้าอ่านพบบทกวีจีนบทหนึ่ง  ผู้แต่งชื่อหลี่เชิน  ชาวเมืองอู่ซี  มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 772 ถึง 846  สมัยราชวงศ์ถัง  ท่านหลี่เชินได้บรรยายความในใจไว้เป็นบทกวีภาษาจีน  ข้าพเจ้าจะพยายามแปลด้วยภาษาที่ขรุขระไม่เป็นวรรณศิลป์เหมือนบทกวีของ  จิตร ภูมิศักดิ์

                                                       หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ  ข้าวเมล็ดหนึ่ง
                                                       จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง
                                                       รอบข้างไม่มีนาที่ไหนทิ้งว่าง
                                                       แต่ชาวนาก็ยังอดตาย
                                                       ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน  ชาวนายังพรวนดิน
                                                       เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว
                                                       ใครจะรู้บ้างว่าในจานใบนั้น
                                                       ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัส

               กวีผู้นี้รับราชการมีตำแหน่งเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ในชนบท  ฉะนั้นเป็นไปได้ที่เขาจะได้เห็นความเป็นอยู่ของราษฎรชาวไร่ชาวนาในยุคนั้น  และเกิดความสะเทือนใจจึงได้บรรยายความรู้สึกออกเป็นบทกวีที่เขาให้ชื่อว่า  "ประเพณีดั้งเดิม"  บทกวีของหลี่เชินเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่ก็แสดงความขัดแย้งชัดเจน  แม้ว่าในฤดูกาลนั้นภูมิอากาศจะอำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นประโยชน์ของผู้ผลิตเท่าที่ควร
               เทคนิคในการเขียนของหลี่เชินกับจิตรต่างกัน  คือ  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตรใช้วิธีเสมือนกับนำชาวนามาบรรยายเรื่องของตนให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง
               เวลานี้สภาพบ้านเมืองก็เปลี่ยนไป  ตั้งแต่สมัยหลี่เชินเมื่อพันปีกว่า  สมัยจิตร  ภูมิศักดิ์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว  สมัยที่ข้าพเจ้าได้เห็นเองก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก  ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ  เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็ยังคงจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป

คำศัพท์
          กำซาบ                             ซึมเข้าไป
          เขียวคาว                           สีเขียวของข้าว  ซึ่งน่าจะหอมสดชื่นกลับมีกลิ่นเหม็นคาว  เพราะข้าวนี้เกิดจากหยาดเหงื่อ  ซึ่งแสดงถึงความทุกข์ยากและความชมชื่นของชาวนา
          จิตร ภูมิศักดิ์                      นักเขียนชื่อดังของไทยในช่วง พ.ศ. 2473 - 2509  ที่มีผลงานสำคัญในด้านประวัติศาสตร์  โบราณคดี  ภาษา  และวรรณคดี
          จำนำพืชผลเกษตร             การนำผลผลิตทางการเกษตร  เช่น  ข้าวไปฝากกับหน่วยงานที่รับฝากไว้ก่อนเพื่อเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน
          ฎีกา                                   คำร้องทุกข์  การร้องทุกข์
          ธัญพืช                               มาจากภาษาบาลีว่า  ธญฺญพืช  เช่น  ข้าว  ข้าวสาลี  ข้าวโพด  ที่ให้เมล็ดเป็นอาหารหลัก
          นิสิต                                  ผู้ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย
          ประกันราคา                       การที่รัฐ  เอกชน  หรือองค์กรต่าง ๆ รับประกันที่จะรับซื้อผลผลิตตามราคาที่กำหนดไว้ในอนาคต  ไม่ว่าราคาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
          เปิบ                                   หรือ  เปิบข้าว  หมายถึง  วิธีการใช้ปลายนิ้วขยุ้มข้าวใส่ปากตนเอง
          พืชเศรษฐกิจ                     พืชที่สามารถขายได้ราคาดี  พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย  เช่น  ข้าว  ยางพารา  อ้อย  ปาล์มน้ำมัน
          ภาคบริการ                        อาชีพที่ให้บริการผู้อื่น  เช่น  พนักงานในร้านอาหาร  ช่างเสริมสวย
          ลำเลิก                              กล่าวทวงบุญคุณ  กล่าวคำตัดพ้อต่อว่า  โดยยกเอาความดีที่ตนทำไว้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง  เพื่อให้สำนึกบุญคุณที่ตนมีอยู่กับผู้นั้น
          วรรณศิลป์                         ศิลปะในการประพันธ์หนังสือ
          สวัสดิการ                          การให้สิ่งที่เอื้ออำนวยให้ผู้ทำงานมีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสะดวกสบาย  เช่น  มีสถานพยาบาล  มีที่พักอาศัย  จัดรถรับส่ง
          สู                                       สรรพนามบุรุษที่ 2  เป็นคำโบราณ
          อาจิณ                               ประจำ
          อุทธรณ์                             ร้องเรียน  ร้องทุกข์

วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี
          คุณค่าด้านเนื้อหา
          กลวิธีการแต่ง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  นับเป็นตัวอย่างอันดีของบทความที่สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้  ด้วยแสดงให้เห็นแนวความคิดชัดเจน  ลำดับเรื่องราวเข้าใจง่าย  และมีส่วนประกอบของงานเขียนประเภทบทความอย่างครบถ้วน  คือ
          ส่วนนำ  กล่าวถึงบทกวีของจิตร  ภูมิศักดิ์  ที่ทรงได้ยินได้ฟังมาในอดีตมาประกอบในการเขียนบทความ
          เนื้อเรื่อง  วิจารณ์เกี่ยวกับกลวิธีการนำเสนอบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  และองหลี่เชิน  โดยทรงยกเหตุผลต่าง ๆ และทรงแสดงทัศนะประกอบ  เช่น
          "...ชวนให้คิดว่าเรื่องจริง ๆ นั้น  ชาวนาจะมีโอกาสไหมที่จะ "ลำเลิก"  กับใคร ๆ ว่าถ้าไม่มีคนที่คอยเหนื่อยยากตรากตรำอย่างพวกเขา  คนอื่น ๆ จะเอาอะไรกิน..."
          ส่วนสรุป  สรุปความเพียงสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง  ด้วยการตอกย้ำเรื่องความทุกข์ยากของชาวนา  ไม่ว่ายุคสมัยใดก็เกิดปัญหาเช่นนี้  ดังความที่ว่า
          "ฉะนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ  เรื่องความทุกข์ของชาวนาก็คงยังจะเป็นแรงสร้างความสะเทือนใจให้แก่กวียุคคอมพิวเตอร์สืบต่อไป..."
          สำหรับกลวิธีการอธิบายนั้นให้ความรู้เชิงวรรณคดีเปรียบเทียบแก่ผู้อ่าน  โดยทรงใช้การเปรียบเทียบการนำเสนอของบทกวีไทยและบทกวีจีน  ว่า
          "เทคนิคในการเขียนของหลี่เชินกับของจิตรต่างกัน  คือ  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตรใช้วิธีเสมือนกับนำชาวนามาบรรยายเรื่องของตนให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง"

                                                       หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ  ข้าวเมล็ดหนึ่ง
                                                       จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง
                                                       รอบข้างไม่มีนาที่ไหนทิ้งว่าง
                                                       แต่ชาวนาก็ยังอดตาย
                                                       ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน  ชาวนายังพรวนดิน
                                                       เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว
                                                       ใครจะรู้บ้างว่าในจานใบนั้น
                                                       ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัส

                                                            เปิบข้าวทุกคราวคำ                      จงสูจำเป็นอาจิณ
                                                       เหงื่อกูที่สูกิน                                      จึงก่อเกิดมาเป็นคน
                                                           ข้าวนี้น่ะมีรส                                   ให้ชนชิมทุกชั้นชน
                                                       เบื้องหลังสิทุกข์ทน                            และขมขื่นจนเขียวคาว
                                                           จากแรงมาเป็นรวง                          ระยะทางนั้นเหยียดยาว
                                                       จากกรวงเป็นเม็ดพราว                        ส่วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
                                                           เหงื่อหยดสักกี่หยาด                       ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
                                                       ปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                 จึงแปรรวงมาเปิบกิน
                                                           น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                            และน้ำแรงอันหลั่งริน
                                                       สายเลือดกูท้งสิ้น                                ที่สูชดกำชาบฟัน

          บทกวีของหลี่เชินเป็นบทกวีที่เรียบง่าย  แต่แสดงความขัดแย้งอย่างชัดเจน  คือ  แม้ว่าในฤดูกาลเพาะปลูก  ภูมิอากาศจะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นของผู้ผลิต  คือ  ชาวนาหรือเกษตรกรเท่าที่ควร  หลี่เชินบรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพให้คนชม  ส่วนจิตร ภูมิศักดิ์  ใช้กลวิธีการบรรยายเสมือนว่าชาวนาเป็นผู้บรรยายเรื่องราวให้ผู้อ่านฟังด้วยตนเอง  อย่างไรก็ตามแนวคิดของกวีทั้งสองคนคล้ายคลึงกัน  คือ  ต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นว่าสภาพชีวิตชาวนาในทุกแห่งและทุกสมัยต้องประสบกับความทุกข์ยากไม่แตกต่างกัน
          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงเริ่มต้นด้วยการยกบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  ซึ่งแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 จำนวน 5 บท  มีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากลำบากของชาวนาที่ปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารสำคัญของคนทุกชนชั้น  พระองค์ทรงเห็นด้วยกับบทกวีนี้และยังทรงกล่าวอีกว่าเนื้อหาบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์  สอดคล้องกับบทวีของหลี่เชิน กวีชาวจีนที่แต่งไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  แสดงให้เห็นว่าสภาพชีวิตองชาวนาไม่ว่าที่แห่งใดในโลกจะเป็นไทยหรือจีน  จะเป็นสมัยใดก็ตาม  ล้วนแล้วแต่มีความยากแค้นลำเค็ญเช่นเดียวกัน
          ดังนั้นแนวคิดสำคัญของบทความพระราชนิพนธ์เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  จึงอยู่ที่ความทุกข์ยากของชาวนา  และสภาพชีวิตของชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอดังความที่ว่า
          "...แม้ว่าในฤดูกาลนั้นภูมิอากาศจะอำนวยให้ให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี  แต่ผลผลิตไม่ได้ตกเป็นประโยชน์ของผู้ผลิตเท่าที่ควร..."
          แม้ว่าในบทความนี้จะไม่ได้มีการเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา  แต่แนวคิดของเรื่องที่แจ่มแจ้งและชัดเจนดังที่กล่าวมาจะมีผลให้สังคมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประจักษ์และตระหนักถึงความสำคัญของชาวนา  และเล็งเห็นปัญหาต่าง ๆ อันอาจจะนำไปสู่การแสวงหาหนทางแก้ไขในท้ายที่สุด

          พระราชนิพนธ์  เรื่อง  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  แสดงให้เห็นถึงความเข้าพระทัยและเอาพระทัยใส่ในปัญหาการดำรงชีวิตของชาวนาไทย  ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตา  อันเปี่ยมล้นของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนาผู้มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลัก  เริ่มชีวิตและการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  ทำงานแบบหลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน  ตลอดทั้งปี  ดังนั้นในฐานะผู้บริโภค  จึงควรสำนึกในคุณค่าและความหมายของชาวนาที่ปลูก "ข้าว" อันเป็นอาหารหลักเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดของคนไทย

สมาชิกในกลุ่ม

1.นางสาว ณัฐริกา    ฮุยนอก เลขที่ 28  ชั้น ม.4/5

2.นางสาว วิรินทร    สูบไธสง  เลขที่17 ชั้น ม.4/5

3.นางสาวอนุสรา   ขุนพิลึก เลขที่ 18 ชั้น ม.4/5

4.นางสาว ณัฐวิภา   จันทร์สด เลขที่ 16 ชั้น ม.4/5

5.นางสาวเพ็ญนภา   ภูปัญญา เลขที่ 12 ชั้น ม.4/5 

กิจกรรมตอบคำถม

  คำตอบ

1) เป็นคำพูดของท้าวกะหมังกุหนิง มีความหมายว่า ท้าวกะหมังกุหนิงจะไปรบเพื่อลูก ซึ่งการรบครั้งนี้อาจทำให้ตนตายได้แต่ก็เต็มใจ ทีจะรบ เพราะรักลูก
ผู้กล่าวคือท้าวกะหมังกุหนิงซึ่งลักษณะนิสัยแสดงถึงความรับผิดชอบในฐานะที่ตนเป็นพ่อไม่ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อลูกพ่อทำได้ทุกอย่างคือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พ่อมอบให้ลูก
ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้อ่าน รู้สึกว่าพ่อคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากพ่อทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูก ลูกอยากได้อะไรพ่อก็หาให้และพ่อก็เป็นเกาะคุ้มกันภัยให้ลูก ท่านคิดเสมอว่าจะปกป้องลูกของท่านด้วยชีวิตเพื่อให้ลูกของท่านได้อยู่รอดปลอดภัย
จากเรื่องที่อ่าน พ่อคือผู้ให้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะพ่อทุกคนคิดและปฏิบัติเช่นนี้อย่างท้าวกะหมังกุหนิง ที่ทำไปด้วยความรักที่มีต่อลูก อยากให้ลูกทุกคนจงดูแลท่านอย่าทำให้ท่านเสียใจคนที่เราควรรักและเอาใจใส่คือพ่อแม่ของเรา ช่วยกันดูแลท่านให้ดีก่อนที่จะสายเกินไป
(2) 2.1
หน้าที่ของเราคือดูแลบิดามารดาทำงานช่วยท่านแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อไม่ให้ท่านเหนื่อย ท่านบอกท่านสอนเราควรนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต เพราะคำที่ท่านบอกท่านสอนล้วนเป็นความหวังดีที่อยากให้เราเป็นคนดีและมีอาชีพที่ดีในอนาคตต่อไป
2.2
กล่าวถึง การที่ครูบาอาจารย์ได้สอนศิษย์ให้พ้นจากความโง่เขลามัวเมาในสิ่งผิดและสิ่งที่ไม่ดีเพื่อจะได้เป็นคนดีของสังคม
(3) 1.
ความยากลำบากของชาวนาในการทำนา
2.
ขาดความช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต
3.
ขาดการพยุงหรือรับประกันราคา

กิจกรรมตอบคำถาม

 คำตอบ

 

เป็นคำพูดของท้าวกระหมังกุหนิง พูดกับระดูปาหยังและระดูประหมันผู้เป็นอนุชา    มีความหมายว่าท้าวกระหมังกุหนิงเปรียบตนเองตามคำกล่าวโบราณที่ว่าต้นไม้ตายเพราะลูก  หมายถึงไม้จำพวกกล้วย  เมื่อมีลูกแล้วต้นกล้วยก็จะตาย  ท้าวกระหมังกุหนิงจะไปรบเพื่อลูก  ซึ่งอาจทำให้ตายได้  แต่ก็เต็มใจเพราะความรักลูก  

คิดว่าผู้กล่าวมีนิสัยรักลูกและเป็นห่วงลูกมาก ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูก แม้ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นการเสียสละชีวิตของตนเพื่อความปลอดภัยของลูกก็ยอมทำด้วยความเต็มใจ

มีความรู้สึกว่า การยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูก อาจเป็นการกระทำที่พ่อแม่ทุกคนเคยทำต่อลูก แต่การกระทำเช่นนี้ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป ลูกอาจจะเกิดการเคยชิน และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เมื่อต้องพบเจออุปสรรคต่างๆ แต่ในทางตรงกันข้ามลูกนั้นควรเป็นผู้ที่แสดงความกตัญญูต่อบุพการี

ในชีวิตจริงคิดว่ามี   เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่จะคอยทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูกตลอด  เพราะกลัวลูกจะทำไม่ได้ หรือกลัวถูกคนอื่นนินทาลูกตัวเอง จึงพยายามสรรหาสิ่งต่างๆมาให้ลูกอยู่เสมอเมื่อลูกต้องการ

๒. จากเรื่องนมัสการมาตาปิติคุณ และนมัสการอาจาริยคุณ

    ๒.๑ หน้าที่ของนักเรียนที่มีต่อบิดามารดา มีอะไรบ้าง

ตอบ  มีความกตัญญูต่อท่าน  เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน   เลี้ยงดูท่านเมื่อท่านชรา  ตอบแทนพระคุณของท่านที่ท่านเลี้ยงเรามา  และไม่ทำให้ท่านเสียใจ

 

    ๒.๒ นมัสการอาจารยคุณ กล่าวถึงความสำคัญของครูอาจารย์อย่างไรบ้าง

ตอบ  ช่วยให้การศึกษา อบรมสั่งสอนในด้านวิชา  รวมทั้งด้านคุณธรรมจริยธรรมให้ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนดี

๓. เนื้อความในพระราชนิพนธ์ ทุกข์ของชาวนาในบทกวี แสดงถึงความเข้าพระทัยปัญหาของชาวนาเป็นอย่างดี ให้นักเรียน ระบุปัญหาดังกล่าว เป็นข้อ ๆ

ตอบ

1)ฤดูกาลของเพาะปลูก 

2)ภูมิอากาศก็อาจจะเป็นผลของการที่จะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี

3)ปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล     4)มนุษย์เป็นผู้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมต่างๆ

กิจกรรมตอบคำถาม

คำตอบ

 

เป็นคำพูดของท้าวกะหมังกุหนิงพูดกับท้าวระตูปาหยังและระตูปะหมันผู้เป็นน้องชาย   มีความหมายว่า  หัวอกของคนเป็นพ่อนั้น   ทนไม่ได้แน่หากเห็นลูกมีความทุกข์   จะต้องขวนขวายหาทางให้ลูกพ้นจากความทุกข์ให้จงได้  แม้รู้อยู่เต็มอกว่าทางนั้นจะนำชีวิตตนไปยังความตาย  แต่ก็เต็มใจทำ  เพราะรู้สึกว่าดีกว่าปล่อยให้ลูกทนรับความทรมานโดยที่ไม่ได้พยายามทำอะไรเพื่อลูกเลย  และภูมิใจว่าถึงตายก็ได้ตายเพื่อลูก

           ผู้กล่าวมีนิสัย   เป็นคนที่รักลูกมาก  ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีความสุข  แม้ต้องแลกด้วยชีวิตตนก็ตาม

 มีความรู้สึกว่า เข้าใจ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เรารักแล้ว  แม้แต่ชีวิตเราก็สามารถเสียสละให้ได้  อย่าว่าแต่พ่อแม่จะเสียสละชีวิตให้ลูกได้เลย  ลูกก็สามารถตายแทนพ่อแม่ได้เหมือนกัน

ในชีวิตจริง  คิดว่ามีแน่นอน ที่พ่อสามารถตายเพื่อลูกได้ อาจจะไม่ใช่ในกรณีเดียวกันกับท้าวกะหมังกุหนิงที่รบแย่งชิงคนรักให้ลูก   แต่จะเป็นกรณีตามยุคตามสมัย เช่น ปกป้องลูกจากภัยอันตรายต่างๆโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง  ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ดูแลสุขภาพของตน  เพื่อให้ลูกได้มีเงินใช้

๒. จากเรื่องนมัสการมาตาปิติคุณ และนมัสการอาจาริยคุณ

 ๒.๑ หน้าที่ของนักเรียนที่มีต่อบิดามารดา มีอะไรบ้าง

ตอบ  ปฏิบัติตนเป็นคนที่ดี  ไม่ทำตัวให้พ่อแม่ผิดหวังหรือเสียใจ  เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่  ที่สำคัญที่สุดคือมีความกตัญญูต่อพ่อแม่เพราะพระคุณของมารดาเปรียบดังผืนแผ่นดินที่แผ่กว้าง  พระคุณของบิดาเปรียบดังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  และความกตัญญูนี่แหละ จะนำพาชีวิตเราไปสู่ความเจริญ

๒.๒ นมัสการอาจารยคุณ กล่าวถึงความสำคัญของครูอาจารย์อย่างไรบ้าง

      ตอบ   ครูอาจารย์ตั้งใจให้การศึกษาแก่ลูกศิษย์   เพื่อให้ลูกศิษย์มีความรู้  และสติปัญญาฉลาดหลักแหลม  รวมทั้งด้านคุณธรรมจริยธรรมให้ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนดี

 

๓. เนื้อความในพระราชนิพนธ์ ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  แสดงถึงความเข้าพระทัยปัญหาของชาวนาเป็นอย่างดี ให้นักเรียน ระบุปัญหาดังกล่าว เป็นข้อๆ

ตอบ  ทุกข์ของชาวนาในบทกวี  เป็นบทความพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวนา  เนื่องด้วยชาวนาแต่ละท้องที่ล้วนมีสภาพชีวิตและความทุกข์ยากที่ไม่แตกต่างกันเลย  แม้ว่ากาลเวลาจะผันผ่านไปอย่างไรก็ตาม  ซึ่งปัญหามี ดังนี้

1)ฤดูกาลเพาะปลูกเป็นอีกปัญหาหนึ่งของชาวนา 

2)ภูมิอากาศก็อาจจะเป็นผลของการที่จะเอื้ออำนวยให้พืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ดี

3)ปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

 

 

 

 

กิจกรรมตอบคำถาม 

คำตอบ 

พี่ดังพฤกษาพนาวัน   จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา

ข้อความนี้ เป็นคำพูดของ ท้าวกระหมังกุหนิง พูดกับระดูปาหยังและระดูประหมันผู้เป็นอนุชา

มีความหมายว่า

   ความรักของพ่อทนไม่ได้ที่เห็นลูกมีทุกข์  หากแลกได้จะยอมรับทุกข์แทนลูก  แต่เมื่อทำไม่ได้พ่อก็ต้องพยายามจนถึงที่สุด  แม้รู้ว่าจะไปตายก็ยอมเพื่อลูก    บทเปรียบเทียบนี้เปรียบกับธรรมชาติ  คือ  ต้นไม้บางประเภทที่เมื่อออกผลแล้วต้นจะตายไป  ต้นไม้ตายเพราะลูกก็เปรียบได้กับท้าวกะหมังกุหนิงต้องตายเพราะมีสาเหตุมาจากวิหยาสะกำซึ่งเป็นพระราชโอรสนั่นเอง 

นิสัยของผู้กล่าว

   ดิฉันคิดว่าผู้กล่าวจะเป็นคนที่รักครอบครัวมากกว่าตนเอง เป็นผู้นำ ไม่คิดเห็นแก่ตัวมีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมทุกข์ ไม่คิดเอาตัวรอด เป็นพ่อที่ดีและจะยอมทำอะไรเพื่อลูกได้

ความรู้สึก

     สำหรับดิฉันแล้วการมีพ่อที่ดี สามารถดูแลครอบครัวให้มีความสุขได้ดิฉันก็ดีใจแล้ว แต่เมื่อท่านดูแลเรา ปกป้องเรา ทำให้เรามีความสุขไม่ว่าในเวลามีความทุกข์ก็ยิ้มได้ เราก็ควรตอบแทนท่านบ้าง ให้ท่านมีความสุขกับเราบ้าง เพราะท่านมีพระคุณต่อเรามากจนทดแทนไม่หมด    และท่านยอมทำเพื่อดิฉันได้แม้ตายแทนลูกก็ได้
ในชีวิตจริง

     ความรักความห่วงใยพ่อมีให้ทุกวัน วันใดที่ดิฉันท้อพ่อก็ให้กำลังใจเพื่อที่จะสู้ต่อไปในวันข้างหน้า เวลาที่เศร้าพ่อก็ปลอบใจ เวลาเจ็บป่วยก็ดูแลหายามาให้ถ้าเป็นหนัก ก็ไม่ได้หลับได้นอน สำหรับดิฉัน "พ่อ" คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เป็นกำลังและแรงบันดาลใจให้เดินต่อไป ดิฉันจึงจะตอบแทนท่านด้วยการเป็นคนดีของสังคม และจะตั้งใจเรียน เพราะเราคือความหวังของ พ่อแม่ และทุกคนในครอบครัว

๒. จากเรื่องนมัสการมาตาปิติคุณ และนมัสการอาจาริยคุณ

    ๒.๑ หน้าที่ของนักเรียนที่มีต่อบิดามารดา

๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว ต้องเลี้ยงท่านตอบแทน  เมื่อท่านใช้ก็ไม่ต้องบ่น ถ้าท่านบ่นก็ให้ถือว่าท่านสอนเรา เมื่อท่านเจ็บป่วยก็ดูแลท่านพาท่านไปหาหมอ เอายามาให้กิน

๒.ทำกิจธุระของท่าน   เมื่อท่านป่วยการงานที่ท่านทำไว้ก็ควรจะสานต่อท่านคงไม่อยากให้คนอื่นมาทำแทนเราก็ควรจะช่วนแบ่งเบาภาระท่านและท้านสั่อะไรเราก็ต้องทำ

 

๓.ดำรงรักษาวงศ์สกุล ให้คงอยู่และไม่เสื่อมเสียหาย   ถ้าอยากสร้าชื่อเสียงให้ทุกคนได้รู้ก็ควรสร้างแต่สิ่งที่ทุกคนเห็นดีด้วย สร้างแต่ความดี ความเจริญ พ่อแม่ก็จะภูมิใจ แต่ถ้าลูกคนใดสร้างแต่สิ่งที่ทำให้เสื่อมเสีย เช่น ค้ายาบ้า พ่อแม่ก็จะเสียใจมาก ต่ไภยหลังคนที่เสียใจมากที่สุดก็คือตัวเราเองที่ทำสิ่งไม่ดีทำให้พ่อแม่เสียใจ

 

 

๔.ปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นผู้สมควรรับมรดก  เราต้องสร้างความดีให้ท่านเห็นว่าเราสมควรจะได้รับ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ แต่ต้องทำมาจากใจ เมื่อท่านเห็นความดีที่เราสร้างท่านก็จะแน่ใจว่ามรดกที่ยกให้จะไม่โดนโกง หรือสูญหาย  

 

๕.เมื่อท่านล่วงลับ ทำบุญอุทิศให้  เป็นหน้าที่ของลูกทุกคนอยู่แล้วที่จทำความดีตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้เรารู้จักการเข้าวัด การบริจาคทาน พ่อแม่จะได้บุญที่เราส่งไปให้ เราก็ยังได้สร้างบุญเพิ่ขึ้นอีก 

 

 

 

 

ชื่อเรื่อง  อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง

ผู้แต่ง  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)

รูปแบบ  ลักษณะคำประพันธ์

มีลักษณะ

  ๑.กลอนแต่ละวรรค มีจำนวนคำระหว่าง ๗  ๘ คำ      

 ๒. การสัมผัสในจะมีทั้งสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระเป็นคู่ ๆ ในแต่ละวรรค ทำให้เกิดเสียงเสนาะขึ้น เช่น

ว่าพลางโอบอุ้มอรทัย        ขึ้นไว้เหนือตักสะพักชม
เอนองค์ลงแอบแนบน้อง   เชยปรางพลางประคองสองสม
คลึงเคล้าเย้ายวนสำรวลรมย์        เกลียวกลมสมสวาทไม่คลาดคลาย
กรกอดประทับแล้วรับขวัญ   อย่าตระหนกอกสั่นนะโฉมฉาย
ฤดีดาลซ่านจับเนตรพราย        ดังสายสุนีวาบปลาบตา

จุดประสงค์/จุดมุ่งหมาย     เพื่อใช้ในการแสดงละครใน และเพื่อรักษาเรื่องอิเหนามิให้สูญหาย  
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๙ วรรณคดีสโมสรยกย่องให้เรื่องอิเหนา เป็นยอดของกลอนบทละครเพราะดีเด่นทั้ง   ด้านนาฏศิลป์และวรรณศิลป์

เนื้อเรื่องโดยสังเขป 

              มีกษัตริย์วงศ์เทวัญ  ๔  องค์  คือ ท้าวกุเรปัน ท้าวดาหา  ท้าวกาหลัง  และท้าวสิงหัดส่าหรี
ท้าวกุเรปันมีโอรสชื่ออิเหนา มีความเก่งกล้าสามารถ ส่วนท้าวดาหามีธิดางดงามชื่อนางบุษบา
ทั้งสองเมืองให้โอรสและธิดา ตุนาหงัน(หมั้น) กันไว้ตามประเพณี

        ต่อมาเมื่ออิเหนาอายุ    ๑๕    ปี    อิเหนาไปช่วยงานศพที่เมืองหมันหยา    และได้พบกับ-
นางจินตะหรา แล้วหลงรักจนกระทั่งไม่กลับมาวิวาห์กับบุษบา ท้าวดาหาทรงทราบก็กริ้ว
ประกาศว่าถ้าใครมาขอนางบุษบาก็จะยกให้
       กล่าวถึงจรกา ซึ่งปรารถนาการมีคู่ เมื่อทราบว่าท้าวดาหามีธิดางดงาม และจรกาได้เห็นภาพวาด
ก็หลงรัก   จึงอ้อนวอนพี่ชายให้มาสู่ขอซึ่งท้าวดาหาก็ยกพระธิดาให้  

           ฝ่ายองค์ประตาระกาหลาได้นำรูปบุษบา    ที่ลักจากช่างวาดภาพไปทิ้งใต้โคนต้นไทร 
วิหยาสะกำตามกวางมาพบรูปนางบุษบาก็คลั่งไคล้ใหลหลง  วอนให้ท้าวกะหมังกุหนิงผู้เป็นบิดาให้ส่งทูต
ไปขอนางบุษบา  แต่ท้าวดาหาได้ยกให้จรกาไปแล้ว  จึงไม่ยอมยกให้  ท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกกองทัพ
มาตีเมืองดาหา เพื่อชิงนางบุษบามาให้วิหยาสะกำ  ท้าวดาหาจึงขอให้กษัตริย์วงศ์เทวัญ 
และรวมทั้งเมืองกุเรบัน คืออิเหนามาช่วยรบ  อิเหนาจึงจำใจจากนางจินตะหรา มาตามคำสั่งท้าวกุเรปัน  
(ตอนที่นำมาให้เรียน)     และผลสุท้าย  อิเหนาก็ได้โอกาสพบกับนางบุษบา  จึงหลงรักนาง 
ไม่ยอมกลับเมือง และวางอุบายเผาเมืองเพื่อลักพานางบุษบาไป.

คุณค่าในวรรณคดีของบทละครรำเรื่องอิเหนา

      ๑. คุณค่าในด้านเนื้อเรื่อง บทละครเรื่องอิเหนา มีโครงเรื่องและเนื้อเรื่องที่สนุก
โครงเรื่องสำคัญเป็นเรื่องการชิงบุษบาระหว่างอิเหนากับจรกา เรื่องความรักระหว่างอิเหนา
กับบุษบาเนื้อเรื่องสำคัญก็คือ อิเหนาไปหลงรักจินตะหรา ทั้งที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วซึ่งก็คือบุษบา
ทำให้เกิดปมปัญหาต่างๆ

      ๒. คุณค่าในด้านวรรณศิลป์

            ๒.๑ ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องและรูปแบบ บทละครอิเหนาเป็นบทละครใน
มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ 
              กลวิธีการดำเนินเรื่องจึงยึดรูปแบบอย่างเคร่งครัด
              อากัปกิริยาของตัวละครต้องมีสง่า มีลีลางดงาม  ตามแบบแผนของละครใน
โดยเฉพาะการแสดงศิลปะการร่ายรำจะต้องมีความงดงาม
              ภาษาที่ใช้เหมาะสมกับตัวละคร จะใช้ถ้อยคำไพเราะ แสดงออกถึงอารมณ์ของ
ตัวละคร  ไม่ว่าจะเป็นความอาลัยอาวรณ์ ความโกรธ ความรัก การประชดประชัน กระบวนกลอนตลอดจนเพลงขับร้อง
              และเพลงหน้าพาทย์มีความไพเราะอย่างยิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นบทละครในที่เพียบพร้อมด้วยรูปแบบของการละครอย่างครบถ้วน

            ๒.๒ การบรรยายและการพรรณนามีความละเอียดชัดเจน ทำให้เกิดจินตภาพ
ไม่ว่าจะเป็นฉาก เหตุการณ์
              สภาพบ้านเมือง ภูมิประเทศ รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร ผู้อ่านเกิดความรู้สึก  และความเกิดความเข้าใจในบทละครเป็นอย่างดี เนื่องจากการใช้โวหารเรียบเรียงอย่างประณีต เรียบง่าย และชัดเจน

            ๒.๓ การเลือกใช้ถ้อยคำดีเด่นและไพเราะกินใจ การใช้ถ้อยคำง่าย แสดงความหมาย
ลึกซึ้ง กระบวนกลอนมีความไพเราะ เข้ากับบทบาทของตัวละคร โดยใช้กลวิธีต่างๆ ในการแต่ง

            ๒.๔ การใช้ถ้อยคำให้เกิดเสียงเสนาะ คำสัมผัสในบทกลอนทำให้เกิดเสียงเสนาะ
มีทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร  ทำให้กลอนเกิดความไพเราะ

       ๓. คุณค่าในด้านความรู้

         ๓.๑ สังคมและวัฒนธรรมไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้างฉากและบรรยากาศในเรื่อง ให้เป็นสังคม วัฒนธรรม และบ้านเมืองของคนไทย แม้ว่าบทละครเรื่องอิเหนาจะได้เค้าเรื่องเดิมมาจากชวา  ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในพระราชสำนักและ  ของชาวบ้านหลายประการ

          ๔. คุณค่าทางด้านการละครและศิลปกรรม

           ๔.๑ การละคร บทละครเรื่องอิเหนาเป็นยอดของละครรำ เพราะใช้คำประณีต ไพเราะ
               เครื่องแต่งตัวละครงดงาม ท่ารำงาม บทเพลงขับร้องและเพลงหน้าพาทย์กลมกลืนกับเนื้อเรื่องและท่ารำ จึงนับว่าดีเด่นในศิลปะการแสดงละคร

           ๔.๒ การขับร้องและดนตรี วงดนตรีไทยนิยมนำกลอนจากวรรณคดีเรื่องอิเหนาไปขับร้องกันมาก
                เช่น ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน และตอนประสันตาต่อนก เป็นต้น

            ๔.๓ การช่างของไทย ผู้อ่านจะได้เห็นศิลปะการแกะสลักลวดลายการปิดทองล่องชาด และลวดลายกระหนก   ที่งดงามอันเป็นความงามของศิลปะไทย ซึ่งจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ


สมาชิกในกลุ่ม

    1.นายสุริยา    บุญทา    เลขที่   4

 2.นายภูวดล    วิชา   เลขที่    10

                     3.นางสาวนิศารัตน์    ศิลปศิริวัฒน์    เลขที่  13

                   4.นาวสาวกุสุมา     ไชยชนะวงศ์    เลขที่   27

                    5.นางสาวพัชราภรณ์    แลโสภา    เลขที่    28

                 6.นางสาวภัทรวดี     ฤทธิ์กล้า    เลขที่    29

            7.นางสาวจิตนา    ป่าพะนัด    เลขที่   30

                     8.นางสาวอภิชญา    จันทร์อาภาส    เลขที่   32

                9.นางสาวศิริพร     อภัยไธสง    เลขที่    41

 

     

RSS

ภาพการอบรมในโครงการ Intel

ภาพการอบรมIntel Teach Elements : Hybrid@โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี 28-29 มิถุนายน 2557

ภาพการอบรมรอบพิเศษที่โรงเรียนสรรพวิทยาคม แม่สอด จังหวัดตาก

 intel element นครราชสีมา 30เมษายน - 1 พฤษภาคม 2557

 อบรมการเรียนรู้ร่วมกันในห้องเรียนดิจิทัล” โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์ จังหวัดสุโขทัย

 ภาพการอบรมหลักสูตร Essentials V10.1 โรงเรียนฤทธิยวรรณาลัย

 ภาพการอบรมครูผู้ได้รับทุนในการสอนภาษาจีน รุ่นที่ 2

 ภาพการอบรม Essential v10.1โรงเรียนประชานิเวศน์ (ประถม)

 ภาพอบรม PBA โรงเรียนสตรีนนทบุรี

 อบรมรำไพพรรณี Intel teach Essentials Course Workshop fof Thai Rajabhot University

 

การอบรมเชิงปฎิบัติการครูทุนภาษาจีน จังหวัดชลบุรี

 

ภาพงานประกวดแผนจัดการเรียนรู้

 

การอบรมสัมมนาวิชาการวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ณ โรงเรียนบางละมุง ชลบุรี


งานเลี้ยงสรรค์คณะอาจารย์ช่วงเย็นวันที่ 19 ตุลาคม 2553 ณ โรงแรมชลจันทร์ ชลบุรี


อบรมสัมมนาวิชาการช่วงเช้าวันที่ 20 ตุลาคม
2553 ณ โรงเรมชลจันทร์ ชลบุรี


พีธีมอบรางวัลการประกวดแผนการจัดการเรียนการสอน ครั้งที่ 1 ณ. London room Conrad Bangkok Hotel

 

ภาพการอบรมที่โรงเรียนสัตหีบวิทยาคม

 

ภาพการอบรมรอบราชภัฎสวนสุนันทา 

 

เปิดตัวโครงการ Krusorndee ที่โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์ ในงานเปิดโลกวิชาการ 2554 ชมภาพได้ที่นี่

แหล่งเรียนรู้ของครูสอนดี...

© 2014   Created by มนต์ชัย กุณฑีกนก.

ป้ายชื่อ  |  Report an Issue  |  Terms of Service